:: ท. เที่ยว :: » ซำบายดี
ลาว
» ของฟรีที่ สมุย
» จดหมายเหตุกรุงศรี ฯ
:: บ. บันทึก
:: ล. ลิงค์
:: ก. เกสบุค
:: ม. เอวเมว
:: ฮ. โฮม
|
|
 |
ต่อ
เพราะว่าเหนื่อยและเมารถ ผมเลยต้องนอนแผ่และรอเข้าห้องน้ำล้างหน้า
ล้างตา เพราะไม่ไหวแล้ว... 10 นาทีต่อมาร่างกายมันก็เรียกร้องว่า ถึงเวลา
ให้อาหารมันแล้ว เราจึงออกมาหาของกิน เดินไปเดินมาไม่มีอะไรน่ากินเท่าส้มตำ
ก็เลยโค้งกลับมา ยังร้านส้มตำตรงกันข้ามกับเฮือนพัก แม่ค้าคือสาวลาว สมัยใหม่นุ่งกางเกงยีน
ร้านของเธอเล็ก ๆ เพียงเอาโต๊ะมาวางของ แค่นั้นเอง สินค้าที่นำเสนอก็คือ
ตำบักหุ่ง และน้ำผลไม้ปั่น อ้า......เห็นส้มตำที่ ฝรั่งกะลังโซ้ย อยู่แล้ว
น้ำลายไหลพราก ๆ ........ ผมเข้าไปยืนตรงหน้าครก ขณะที่เธอกะลังก้มตำบักหุ่งให้กับ
ฝรั่งอยู่นั้น
" ซำบายดี "
เธอกล่าวทักทายก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาดู แล้วผมก็จัดการสั่งเป็นภาษาลาวกับเธอ
เธอระเบิดเสียงหัวเราะออกมา.....ก๊าก..โดยที่ผมเองไม่เข้าใจความหมาย
" เอาตำอีหยั๋งล่ะ? " เธอถาม
" มีตำหยั๋งแน่ล่ะ ? "
แล้วก็มีรายการไล่ตำมา....ตำบักหุ่งใส่ปลาแดก ตำบักหุ่งใส่ปลาร้า
" เดี๋ยว ๆ ปลาร้ากับปลาแดกมันบ่แม่นอันเดียวกันตี้? "
แล้วเธอก็ระเบิดเสีงหัวเราะอีกครั้ง.....นอกจากนี้ยังมี ตำเส้น ตำใส่ขนมจีน
ที่แปลกคือตำเส้นเพราะว่าผมไม่เคยเห็นที่ไหน ตำใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวลวกมาก่อนเลย
แต่วันนี้เราขอ ตำบักหุ่งธรรมดา นี่ล่ะ เอาแซบ ๆ ขอข้าวเหนียวนำ
ส้มตำ 5,000 ข้าวเหนียว 2,000 น้ำขวด 1,5000 นั่นล่ะที่เราจ่ายคาบนั้น
แต่ความอร่อย ไม่มีที่ไหนในเมืองไทยเทียบได้.......แซ่บ จนไม่อาจหยุดยั้ง
ก่อนจะลงมือตำ โนริโอะต้องการที่จะถ่ายรูปโดยมีตัวเองเป็นแบบ ปลอม ๆ
ก็เลย ขออนุญาติเธอ ... แชะ ๆ 2ข3 รูปค่อยได้ลงมือตำ จริง ๆ
ฝรั่งนายหนึ่งที่นั่งข้าง ๆ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดูท่าทางพอใจกับการนั่งเขียนอะไรของแก
แดดร้อนนิด ๆ ผมเลยแซวเธอ ไปว่า ทำไมถึงเอาร่มสีแดงมากังแดด มันยิ่งร้อนไปใหญ่
อิ่มแล้วเราก็ยังไม่ไป....นั่งต่อ และโนริโอะก็สั่งน้ำปั่นมากิน ราคา 3,000 กีบ
เธอก็ชวนเราคุยไปเรื่อย เราย้ายไปนั่งโต๊ะเดียวกับฝรั่ง แล้วการสนทนาก็เริ่มขึ้น
น้ำปั่นหมด มีบริการเติมที่เหลือให้ด้วย....ใจดีจริง ๆ เลย
โนริโอะ ขอลองสับมะละกอ เธอก็ให้ลอง...ฝีมือแย่มาก แต่เธอสิ ทำได้ดีจริง ๆ
ฝรั่งที่นั่งด้วยกันนั้นมาจาก อิตาลี่ พักที่นี่ 5 วันแล้ว และแกก้แนะนำให้เราไปเที่ยว
ที่ถ้ำปู่คำด้วย You can swim !! นั่นเป็นคำบอกกล่าวที่ดึงดูดใจเหลือเกิน
แต่ I แนะนำว่า U ควรจะปั่นจักรยานไปดีกว่า เพราะทางนั้น
ตะแล็ก ๆๆๆ.....แคร่ก ๆๆๆ...เห็นแกทำท่าทางประกอบแล้วเชื่อเลยว่า
หนทางนั้นไม่ะรรมดา หากนั่งรถรับจ้างไปก็จะเหนื่อยเปล่า ๆ
ที่วังเวียงมีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง?
น้ำซอง...ตอนนี้ลดเยอะแล้ว เดินข้ามไปได้ ลอยห่วงยางเล่นได้ พายแคนูก็ได้
แล้วก็มีเด้กญี่ปุ่นตัวดำ ๆ หิ้วห่วงยางเดินผ่านหน้าดราไป วันนี้เราคงจะไม่ไป
ไหนไกลหรอก อย่างมากก็เดินดุเมือง เดินไปดูน้ำซอง แล้วก็กลับ
ผมกับโนริโอะจ่ายเงินแล้วก็ เดินไปทางน้ำซอง เดินไป ๆ เห็น ป้าแก่ ๆ นั่งปิ้งกล้วย
ก็เลยเข้าไปอุดหนุน 1,000 กีบ 5 ลูกอร่อยดี ป้าแกมีที่นั่งพิเศษ 2 ที่สำหรับลูกค้า
ที่รอซื้อด้วยนะ เหมือนกับว่าคุณได้นั่งปิ้งเองเลยล่ะ
เอ๋ !!!! ....... อาคารไม้เก่า ๆ รก ๆ นี่มันอะไรหว่า แล้วตึกร้าง ๆ ตรงกันข้ามล่ะ
เกิดสงสัยขึ้นมาทันที แต่ไม่รู้จะไปถามใคร.... เดินไปเรื่อย ดูไปเรื่อย มีร้านขายผ้าทอ
หลายร้าน สวย ๆ ทั้งนั้น ( หากใครชอบ )
เดินลงไปตามถนนจนเห็นน้ำซอง..... ไหลเรื่อย ๆ ใสเหลือเกิน
เอาเท้าแตะ ๆ ดูก็เย็นเหลือเกิน มีสะพานไม้ให้ข้ามไปอีกฟากด้วย แต่เท่าที่รู้อยากข้าม
จะต้องมีเงินนา.... ผมไม่อยากจะจ่ายเงินไปฟรี ๆ
เลยบอกโนริโอะว่าเดินลุยน้ำปีดีกว่า ท่าทางคงไม่ลึกเท่าไหร่เพราะ นู่น เด้ก ๆ กะลังหาปลา
แสดงว่าน้ำไม่ลึกหรอก พอดีกับมีฝรั่ง คู่นึงเดินลุยน้ำข้ามมา
คนนึงจูงจักรยานอีกต่างหาก...เห็นไหมไม่น่าลึก
ผมร้องถามไปว่า น้ำลึกไหม... สาวฝรั่งบอกว่า ไม่ลึกหรอก เห็นไหมเราข้ามมาได้ง่าย ๆ
เราก็เลยดึงขากางเกงขึ้นอีก แล้วก็ค่อยๆ ลุยน้ำซองอันเย็นยะเยือก พอถึงตรงกลาง
น้ำมันลึกถึงโคนขาแล้ว กางเกงเปียก........
ผมพูดกะโนริโอะว่า ลืมไปว่าฝรั่ง 2 คนนั้นสูงกว่าเราเยอะ !!!
ยังดีที่กระเป๋าและกล้องโนริโอะไม่เปียกน้ำ ข้ามฝั่งแล้วก็ดีใจ เดินเข้าไปใกล้ ๆ เพิงเก็บค่าข้าม
ผมร้องบอกว่า " บ่เดินข่าม คือสิบ่ว่ากันเด้อครับ "
แล้วก้ได้รอยยิ้มกลับมา พร้อมกับว่า " บ่เป็นหยั๋ง "
กลับไปหน้า...รวมวัน
วันที่ 6 ยิ้มใส ๆ จากสาววังเวียง
|