หน้าหลัก เกี่ยวกับวัด ประมวลภาพ สาระน่ารู้เกี่ยวกับพุทธ บทสวดมนต์ ลิงค์ ติดต่อวัด Deutsch
 
 การบริหารคณะสงฆ์
 การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม
 กฎหมายสงฆ์ของไทย
 พระไตรปิฎก
 พุทธประวัติ
 วันสำคัญทางพุทธศาสนา
   

    

          3.  พระมหากัสสป    เป็นผู้ริเริ่มให้มีการสังคายนา จัดระเบียบพระพุทธวจนะให้เป็นหมวดหมู่
          4.  พระอานนท์    เป็นผู้ที่ทรงจำพระพุทธวรนะไว้ได้มาก   เป็นพุทธอุปฐาก ได้ขอพร หรือขอรับเงื่อนไขจากพระ พุทธเจ้า 8 ประการ ในเงื่อนไขประการที่ 7  และประการที่ 8  มีส่วนช่วยในการ สังคายนาพระธรรมวินัยมาก   กล่าวคือ
           ประการที่ 7   ถ้าความสงสัยของข้าพระองค์เกิดขึ้นเมื่อใด   ขอให้ได้เข้าเฝ้าทูลถามเมื่อนั้น
           ประการที่ 8   ถ้าพระองค์แสดงข้อความอันใด   ในที่ลับหลังข้าพระองค์   ครั้นเสด็จมาแล้ว จักตรัสบอกข้อความอัน นั้นแก่ข้าพระองค์
            ทั้งนี้โดยเฉพาะประการที่ 8  อันเป็นข้อสุดท้ายมีเหตุผลว่า   ถ้ามีใครถามท่านในที่ลับหลัง พระพุทธเจ้าว่า คาถานี้   สูตรนี้   ชาดกนี้   พระผู้มีพระภาดแสดงที่ไหน   ถ้าพระอานนท์ตอบไม่ได้   ก็จะมีผู้กล่าวว่า   พระอานนท์ตามเสด็จพระศาสดา ไปดุจเงาตามตัว   แม้เพียงเรื่องเท่านี้ก็ไม่รู้
            ดังนั้น   เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว   พระอานนท์จึงได้รับหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม ในคราวสังคายนา ครั้งแรก หลังพุทธปรินิพพาน 3 เดือน
            ในสมัยที่ยังไม่มีการจดจารึกเรื่องราวไว้   เป็นตัวอักษรอย่างกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน   มนุษย์จึงต้องอาศัยความ จำเป็น เครื่องสำคัญ   ในการบันทึกเรื่องราวนั้น ๆ ไว้   แล้วบอกเล่าต่อ ๆ กันมา   การทรงจำและบอกต่อ ๆ กันมาด้วยปากนี้   เรียกว่า มุขปาฐะ
             5.  พระอุบาลี   เป็นผู้ที่สนใจละจดจำพระธรรมพระวินัยได้เป็นพิเศษ   มีความเชี่ยวชาญใน พระวินัย   ในการทำสัง คายนาครั้งแรก   พระอุบาลีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับ พระวินัยปิฎก
             6.  พระโสณกุฎิกัณณะ   เป็นผู้ที่ทรงจำได้ดีมาก เคยท่องจำบางส่วนของ พระสุตตันตปิฎก   เฉพาะพระพักตร์ ของพระพุทธเจ้า ได้รับสรรเสริญว่าทรงจำได้ดีมาก   รวมทั้งท่วงทำนองในการกล่าว   ว่าไพเราะ สละสลวย   แสดงให้เห็นถึง การท่องจำพระธรรมวินัยได้มีมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้า

การสังคายนาพระไตรปิฎก

          พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ สมัยเมื่อใกล้จะปรินิพพานว่า   ธรรมวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว
           ตามหลักฐานของพระเถระฝ่ายไทย กล่าวว่า การสังคายนามี 9 ครั้ง

           การสังคายนาครั้งที่ 1   กระทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้กรุงราชคฤห์    ประเทศอินเดีย ปัจจุบัน   กระทำหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน มีพระอรหันต์ประชุมกัน 500 รูป    พระมหากัสสปเป็นประธานและ เป็นผู้สอบถาม พระอานนท์เป็นผู้ตอบข้อซักถามทางพระธรรม พระอุบาลี   เป็นผู้ตอบข้อซักถามทางพระวินัย พระเจ้าอชาติ ศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์ กระทำอยู่ 7 เดือน   จึงแล้วเสร็จ การสังคายนาครั้งนี้มีปรากฎอยู่ในพระวินัยปิฎก

           การสังคายนาครั้งที่ 2   กระทำที่วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดียปัจจุบัน    กระทำเมื่อพระพุทธ เจ้าปรินิพพานได้ 100 ปี มีพระสงฆ์ประชุมกัน 700 รูป พระยสะ กากัณฑกบุตร เป็นผู้ชักชวน พร้อมพระผู้ใหญ่อีก 8 รูป พระ เรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบปัญหาทางพระวินัย ที่เกิดขึ้น กระทำอยู่ 8 เดือน   จึงแล้วเสร็จ การสังคายนาครั้งนี้ มีปรากฎในพระวินัยปิฎก

           การสังคายนาครั้งที่ 3   กระทำที่อโศการาม กรุงปาตลีบุตร ประเทศอินเดีย กระทำเมื่อ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 235 ปี   มีพระสงฆ์ประชุมกัน 1,000 รูป พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ เป็นหัวหน้า พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้อุปถัมภ์ กระทำอยู่ 9 เดือน   จึงแล้วเสร็จ การสังคายนาครั้งนี้   พระโมคคลีบุตรได้แต่งกถาวัตถุ ซึ่งเป็นคัมภีร์ในพระอภิธรรมเพิ่มขึ้น  เมื่อทำสัง คายนาเสร็จแล้วได้ส่ง   คณะทูต ไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ   พระมหินทเถระได้นำพระพุทธศาสนาไป ประดิษฐานในลังกา

          การสังคายนาครั้งที่ 4   กระทำที่อินเดียภาคเหนือ   ณ เมืองชาลันทร   แต่บางหลักฐานก็ว่า กระทำที่เมืองกาษมีระ หรือแคชเมียร์   ภิกษุที่เข้าประชุมมีทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน   กระทำเมื่อ พ . ศ . 643  มีกษัตริย์ประเทศราชมาร่วม 21 พระองค์   มีทั้งพระสงฆ์ผู้คงแก่เรียนและพราหมณ์ผู้ทรงความรู้ประชุมกัน   การสังคายนาครั้งนี้จึงมีลักษณะผสมคือ  มีทั้งพุทธ และพราหมณ์ ภาษาที่ใช้สำหรับพระไตรปิฎกไม่เหมือนกัน คือฝ่ายเถรวาทใช้ภาษาบาลี ฝ่ายมหายานใช้ภาษาสังสฤต ( บาง ครั้งก็ปนปรากิต )  การสังคายนาครั้งนี้ไม่มีบันทึกหลักฐานทางฝ่ายเถรวาท

          การนับสังคายนาของไทย ไทยเรายอมรับรองการสังคายนาครั้งที่ 1,2 และ 3 ในอินเดีย    และครั้งที่ 1, 2, 3 และ 4 ในลังกา   ซึ่งกระทำเมื่อ   พ . ศ . 238,  พ . ศ . 433,  พ . ศ . 956 และ พ . ศ . 1587  รวมกันเป็น 7 ครั้ง

          การสังคายนาครั้งที่ 8   ทำในประเทศไทย เมื่อประมาณ พ . ศ . 2020 พระเจ้าติโลกราช แห่งเชียงใหม่ได้ อาราธนาพระภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎกหลายร้อยรูปช่วยกันชำระพระไตรปิฎกที่วัดโพธาราม ใช้เวลา 1 ปี   จึงแล้วเสร็จ การสัง คายนาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 1 ในประเทศไทย

          การสังคายนาครั้งที่ 9   ทำในประเทศไทย เมื่อ พ . ศ . 2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ได้ทรงอาราธนา พระสงฆ์ให้ชำระพระไตรปิฎก มีพระสงฆ์ 218 รูป   กับราชบัณฑิตาจารย์อุบาสก 32 คน ช่วยกันชำระพระไตรปิฎก แล้วจารึกลง ในใบลาน แล้วเสร็จใน 5 เดือน   นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ 2 ในประเทศไทย

  >>>หน้า 3

ที่มา : หอมรดกไทย

 
   
 
 
Copyright (c) 2005 All rights reserved, Sponsored by Siam Focus   
Wat Yarnsangvorn Vienna, Kohlgasse 41, 1050 Vienna, Austria, Tel./Fax: +43-(0)1-5488078
Contact Wat, Contact Webmaster