|
การเรียนมวยและการต่อสู้
การเรียนมวยและการต่อสู้ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ครับ
1. Centerline
Facing โดยอาวุธและแนวป้องกันอยู่บนเส้นที่ออกจากศูนย์กลางตัวเราสู่คู่ต่อสู้ตลอดเวลา
2: Central
of Equilibium คือการดำรงอยู่บนฐานที่มั่นคงตลอดเวลา
3: Sensitivity
คือความสามารถในการฟังแรงและใช้แรงของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์
4: Fajing
คือการที่เราสมารถที่จะสลัดพลังได้ถูกต้องเมื่อสัมผัสกับคู่ต่อสู้
5: Destroying
power ที่กล่าวมาดังบนมีส่วนของด้านรับอยู่มาก ข้อนี้ว่าด้วยอาวุธต้องมีประสิทธิภาพในการทำลายชกไปคู่ต่อสู้ต้องรู้สึกว่าหมอนี่ไม่ธรรมดา
ุ6: Positioning
ข้อนี้ใกล้เคียงกับ Central line facing. หากแต่ว่าครอบคลุมไปถึงการใช้ Footworks
ที่จะปิดช่องว่างและนำตัวเราครอบครองเส้นศูนย์กลางตลอดเวลา การอัดเข้าหา
เส้นกลางนี้ทำให้เราได้เปรียบเนื่องจาก เราครองอยู่บนเส้นที่สั้นที่สุดระหว่างกัน
มวยเส้น
James
Yim Lee เป็นศิษย์คนแรกๆของBruce ที่อเมริกา หนังสือที่ YMLee เขียนนั้นหลังจากที่เขาตายไปแล้วโดยเอามวยเส้น
แรกของหยงชุนคือ Sil Nim Tao มาเขียนและเป็นหยงชุนแท้แท้ซึ่งยังไม่ได้เป็นJeet
Kune Do ส่วนหนังสือที่เขียนโดย William Cheung Bil Jee นั้นเขียน โดย William
Cheung หรือ
เจี้ยงฉอกเฮง
ศิษย์ผู้พี่ของBruce ซึ่งBruceในสมัยนั้นถือว่าเป็นยอดนักสู้ของหยงชุนในสมัยนั้น
และBruceได้เคารพ William Cheungและฝึกวิชาต่างๆ กับ Williamมาก Bil Jee
หรือกระบวนท่านิ้วบินคือมวยเส้นสุดท้ายของหยงชุน ซึ่งในสมัยนั้นหรือสมัยที่ผมเรียนอาจารย์ไม่ปล่อยง่ายๆหรอกครับ
ส่วน William Cheung อ้าง ว่ามวยเส้น Bil Jee ที่ปรากฎในหนังสือเข้านั้นเป็นเส้นที่ปรมาจารย์หยิบมั่นเรียนจาก
Leung Bik ลูกชายของ Leung Jan ครูมวยหยงชุนแห่ง ฝอซาน ดังนั้น Bil Jee ที่คน
ทั่วไปฝึกนั้นจะเป็นชุดที่ หยิบมั่นสอนซึ่งจะต่างกับชุดที่คุณเห็นในหนังสือครับ
สำหรับมวยเส้นที่ต่างกันนะครับ
คนเรียนหยงชุนจนถึงแก่นแล้วก็จะเห็นว่าไม่มีความแตกต่างครับ ผมเรียนBil Jee
ตำรับหยิบมั่นแล้วมาดูของ William ก็ทำได้ทัน ทีละครับ แม้กระทั่งสายของอาจารย์ผม
Robert Chu เราก็มีมวยที่คิดมาเป็นมวย Sil Nim Tao, Chum Kiu, Bil Jee ของเราเช่นกันแต่ผมไม่ได้เอามาให้ลูกศิษย์ฝึกเท่าไหร่
หรอกครับเคยสอนอยู่พักหนึ่งแต่ไม่เห็นความจำเป็นเลยไม่ได้ย้ำมากนัก
มวยหยงชุนที่แตกออกมาจากสาขาหยิบมั่นนั้นมีประมาณ
90%ทั่วโลกครับ สำหรับผมเรียนของหยิบมั่นกับสายของเมืองจีนซึ่งแตกมาจากสายของ
อาจารย์ Chan Wah Sun อาจารย์ของท่านหยิบหมั่นอีกที หยงชุนเนื่องจากว่า Popular
มากๆจะเห็นว่ามีอีกหลายสายทั้งดีและไม่ค่อยดีคละเดล้ากันไป แต่ถ้าออก จากสายหยิบมั่นละก้อจะดีซะมาก
แต่สายที่ออกจากสาย Chan Wah Sun ไปที่ดีก็มีฝีมือน่ากลัวมากก็มีเช่น Chi
Sin Wing Chun
มวยหยงชุนที่ดีต้องสังเกตครับว่า
Body connection ต้องดี เท้งเก่ง หรือ ทิ้งจิ้ง หรือการฟังแรงต้องดี หมัดสั้นต้องมีกำลังทำลายที่หนัก
เท้าเวลาแตะต้องหนัก ลำตัวขยับน้อยมาก มือขาต้องสัมพันธ์ สมดุลย์ของร่าวกายต้องดี
การใช้ศูนย์กลางตนเองเข้าหาและควบคุมศูนย์กลางของคู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
หยงชุนจะรุก และรับในเวลาเดียวกันเนื่องจากการเข้ากระทำทำในระยะประชิดตัวการออกอาวุธจึงรวดเร็วและรุนแรง
และสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อผู้ฝึกเข้าใจถึง หลักของ San Su Chin
หรือ Reeling Silk หรือ พลังม้วนของไหมครับ หลักเหล่านี้ปรากฏใน ไทเก็ก ปากัว
สิ่งอี้ รวมทั้งหยงชุน หากแต่ว่าแต่ละสำนักจะอธิบายแตกต่างกันไป
ถึงจุดสูงสุดแล้วชื่อมวยไม่มีความหมายหรอกครับ
อยู่ที่ว่าคนไหนทำที่กล่าวมาได้ดังบนดีที่สุดคนนั้นย่อมเหนือกว่า นี่แหละคือสิ่งที่
Define หรือ แยกผู้ฝึกยุทธทั่วไป กับผู้ฝึกยุทธ์ที่ต้องการที่จะเข้าถึง Self
Actualization และเข้าถึงแก่นของวิชาที่ตนเรียนอยู่
การป้องกันตัวของผู้หญิง
ในการป้องกันตัวของผู้หญิงซึ่งปกติจะอยู่ในระยะประชิดตัว
ควรจะลอง มวยคว้าจับ เช่น Jiujitsu, Chin Na, Judo หรือ ซุยเจียว, Aikido.
มวยที่ใช้การเคลื่อนไหว เพื่อหลบหลีกการคว้าจับเช่น มวย ปากัว มวยประชิดตัวเช่น
หยงชุ่น หากจะใช้อาวุธเรียนวิชาใช้มีดและกระบอง เช่น Arnis, Escrima หรือยิงปืน
หรือมวยอะไรก็ได้ที่คุณฝึกแล้วสามารถใช้วิชาที่เรียนมากับผู้ชายที่ร่างกายใหญ่กว่าได้
อันนี้คุณ จะต้องรู้เองครับว่าสิ่งที่อาจารย์สอนคุณใช้ได้จริงหรือไม่ ต้องเป็นมวยซึ่งไม่ใช้กำลังต้านกำลังครับ
หรือเป็นมวยซึ่งใช้หลักที่ถูกต้อง ทั้งนี้และทั้งนั้นอย่าป้องกันตัวด้วยมือเปล่าถ้าผู้ประสงค์ร้ายมีอาวุธ
และต้องมีอาวุธที่มี อาณุภาพพอกัน
เวลาฝึกกับสถาณการณ์จริงต่างกับมากครับ
ความกลัวจะมากกว่าความกล้า ต้องพลิกสถาณการณ์ให้คนร้าย คิดว่าคุณก็ไม่หมูเหมือนกัน
โดยปกติผู้ร้ายขมขื่นจะใช้ปืนน้อยกว่าอาวุธมีคมครับเนื่องจากเขาคิดว่าผู้หยิงอ่อนแอ
กว่าและเสียงปืนทำให้คนและตำรวจรู้ได้
หลายคนแนะนำถูกต้องแล้วครับว่าถ้าเลี่ยงได้พยายามเลี่ยง
ผู้หญิงน่ะครับกว่าจะเรียนป้องกันตัวได้จริงๆต้องอาศัยเวลาเนื่องจากเราแรงสู้ผู้ชายไม่ได้
วิชาอย่างไอคิโดเป็นวิชาสำหรับการใช้กำลังคู่ต่อสู้ย้อนกลับไปทำร้ายเขาปรมาจารย์ของไอคิโดท่านอาจารย์ยูอิชิบ้าตัวเล็กๆสามารถเหวี่ยงคนไปได้ไกลด้วยนิ้วเดียว
เนื่องจากท่านสามารถชักนำแรงของผู้รุกไปในทิศทางที่ท่านต้องการได้ แต่นั้นก็หมายถึงท่านได้ฝึกมาชั่วชีวิต
สำหรับมวยแต่ละชนิดอาจารย์คิดว่าคุณควรใช้เวลา อย่างน้อยสามปีถึงจะป้องกันตัวกับผู้ชายมือเปล่าได้และนั้นก็หมายความว่าผู้ชายที่เป็นมวยตามธรรมชาติคือไม่ได้เรียน
การเรียนมวยถึงเวลาก็จะต้องเรียนการใช้อาวุธอาจารย์แม้จะสอนการปลดอาวุธได้ด้วยมือ
หรือด้วยอาวุธ อาจารย์ไม่เคยเชื่อว่าถ้าเขามีอาวุธเราจะใช้มือเปล่าเข้าสู้
เมื่อพูดถึงการต่อสู้เราต้องพูดถึงจิตใจด้วยว่าพร้อมหรือไม่ หากคุณทำด้วยความกลัวๆกล้าๆ
เรียนกับไม่เรียนก็เหมือนกันครับ บางคนใจอ่อนกลัวเขาเจ็บยังมีเลย
การออกอาวุธหากไม่รู้จักวิธีออกก็จะไม่มีกำลังทำเขาแล้วเขายิ้มใส่นี่เราใจเสียนะครับแทนที่เขาจะตุ๋ยเราเบาๆอาจจะล่อจนน่วมก็ได้
ว่างๆแวะไปที่ส.น.ในเขตุที่อยู่สิครับ ไม่ต้องแจ้งความไปหาสารวัตร์บอกความเดือดร้อนของคุณให้ท่านฟังแล้วให้ท่านกรุณาส่งตำรวจบนรถมอเตอร์ไซค์มาส่งที่บ้าน
สักสองสามครั้งซิครับ ทำเห็นรู้จักก็กันแล้วเดินเข้าบ้านก็มีผลกับจิตใจเขาครับ
ลองถามซิครับว่าชื่อตาบ้านั่นชื่ออะไรสืบได้สืบให้หมดเลยครับว่ามันมีครอบครัวบ้านช่อง
ที่ไหน Internetเดี๋ยวนี้พอเช็คได้ครับ ถ้ามันมีเมียลองโทรหรือเขียนจดหมายสนเทฆ์ให้เขาตอบกลับไปที่บ้านเพื่อน
พอมันแซวก็ลองถามมันว่าเมียมันแม่มันที่บ้านสบายดี หรือเปล่า เท่านี้มันก็คงรู้ว่าถ้ามันทำเราถ้าไม่ตายเราตามมันเจอแน่
คุณก็ทราบดีว่าเขาเป็นยามนี่ครับ
รู้ที่ทำงานมันด้วยก็ยิ่งดี สืบให้รู้วิครับว่าเป็นห้างไหนบริษัทยามอะไร ปรึกษาสมาคมทนายความหรือสมาคมพิทักษ์สิทธิเด็กและ
สตรีให้เขาส่งคนมาคุยกับเจ้าของบริษัทยามไม่ต้องคุยกับหัวหน้าหรือตัวมัน ให้เอามันออกให้ได้โดยไม่ต้องรู้ว่าทำไมมันถูกไล่ออกหรือย้ายไปไกลๆ
ลงมันถูกย้ายไป ไกลๆหรือตกงานมันก็ต้องไปเองล่ะครับ นี่ครับคือการต่อสู้โดยไม่ต้องต่อสู้
เรียนมวยอะไรดี
เรียนมวยก็เปรียบเสมือนปีนเขานะครับ
บางท่านก็เลือกปีนที่มีวิวสวยๆ บางท่านก็ชอบท้าทายปีนที่ยากๆหน่อย บางท่านอาจจะเลือกขึ้นกระได
ไม่ว่าทางใดก็ตามที่ จะพาคุณถึงยอดได้ก็ดีทั้งนั้นแหละครับ
การเลือกวิชาเรียนก็สำคัญน่ะครับไม่ใช่เรียนอะไรก็ได้
คนบางคน Streching หรือเส้นเอ็นแข็งยืดไม่ได้เลย ไปเรียน Tae หรือมวยไทยก็คงจะรุ่งลำบาก
คนอายุมากๆ เข้าไปเรียนมวยไทยก็คงจะไม่ไหวเหมือนกันเนื่องจากสังขารไม่ให้
ส่วนจะเรียนนี่นิดเรียนโน้นหน่อยผมก็คิดว่ามันจะไม่ได้อะไรเป็นโล้เป็นพายเท่าไหร่เพราะคุณอาจจะไม่
เข้าถึงแก่นแท้ของมวยชนิดนั้นๆ
หาอาจารย์ทีดีๆเถอะครับที่เหมาะกับคุณและคุณสามารถฝึกกับเพื่อนในสำนักได้
มีเพื่อนคุย มีสัมพันธ์ฉันท์ศิษย์พี่ศิษย์น้อง ได้ออกกำลังกาย ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งมี
ความมั่นใจในตนเองพร้อมที่จะปรับมวยที่เรียนกับชีวิตประจำวันได้ อย่างเช่นให้ควบคุมอารมณ์ไม่โกรธ
ไม่แสดงออกเมื่อเจ็บปวด มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ และอื่นๆ อีกมากมาย
แค่นี้การเรียนมวยก็เป็นกำไรชีวิตแล้วครับ
สำหรับมวยอะไรแพ้หรือชนะมวยอะไรนั้นอย่าไปสนใจเลยครับ
มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งฝีมือ พละกำลัง ไหวพริบ อายุ น้ำหนัก
ประสพการณ์ ถ้าคุณศึกษา ประวัติให้ดีคุณจะทราบว่ามวยหลายชนิดมีที่มาคล้ายกัน
อาวุธก็คล้ายกัน
ทั้งชีวิตนี้ผมได้พบอาจารย์ที่ขื้นชื่อมามากเนื่องจากเป็นทั้งผู้เรียนมวยทั้ง
ไทย เกาหลี จีนหลายชนิด และคลุกคลีกับอาจารย์มวยชื่อดังของโลกมามากเนื่องจาก
ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายขายอุปการณ์ศิลปะป้องกันตัวและหนังสือมวยที่ใหญ่ที่สุดใน
New York ช่วงปี คศ 1977-1988 อาจารย์มวยหลายท่านมีฝีมือน่ากลัวจริงๆ ทั้ง
ปรมาจารย์ ฉานตงเซินแห่งสำนัก ซุยเจียว หรือมวยคว้าจับและทุ่มของมองโกล หนึ่งในยี่สิบยอดมวยของจีนเมื่อปี
ค.ศ. 1920 อาจารย์ ฉั่นป๋อง แห่งมวย ปากัว อา จารย์ William CC Chen ลูกศิษย์อาจารย์
Chen Man Ching อาจารย์ Kow Ong Leung (KO) แห่ง Okinawan GojuRyu และอาจารย์แห่งมวยหยงชุน
ลูกศิษย์ ของอาจารย์หยิบหมั่นเกือบทุกคน ทุกท่านล้วนมีความสามารถที่น่ากลัวทั้งนั้น
ทุกท่านล้วนศึกษามาหลากชนิดแต่ทุกท่านจะยึดมวยหลักอยู่แค่หนึ่งเดียว
Gichin
Funakoshi แห่งค่าย ShotoKan เขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่ง เขาตั้งชื่อว่า Karate-Do
My Way of Life นี่หมายถึงว่าเขาได้ยึดถือมวยมากกว่าการฝึกให้ มีฝีมือในการต่อสู้
แต่ใช้เป็นถึงตรรกะแห่งชีวิด
แสวงหาอาจารย์ดีๆเถอะครับ
แล้วหาวิชาที่คุณเรียนแล้วเหมาะสำหรับตัวคุณที่สุด ถ้าคุณเรียนแลัวมันสสส์ก็
OK แล้วครับ ทำไมต้องเอาสิ่งที่คนทะเลาะกันมา ตัดสินว่าตัวคุณจะเรียนอะไรล่ะครับ
พวกเขาไม่ได้รับรู้อะไรกะคุณน่ะครับ
Bruce
LeeกับJeet Kune Do และ มวยหยงชุ่น
นอกจากผมแล้วไม่ทราบว่ามีท่านอื่นหรือไม่
หยงชุนมีหลายสายครับ แต่สายที่ Bruce Lee เรียนมาเป็นสาย ของอาจารย์ทวดผม
หรืออาจารย์หยิบมั่น
Jeet
Kune Do เป็นภาษากวางตุ้งแปลว่าศาสตร์แห่งการหยุดหมัด หลายคนที่เรียนหรือพยายามเรียนอาจจะลืมถึงข้อนี้
Bruce เรียนมวย หยงชุ่นกับ อาจารย์หยิบมั่นได้ถึงมวยเส้นสองหรือ Chum Kiu
ก็ไปอเมริกาหลังจากนั้นก็ผสมผสานกับมวน Tae Kwon Do ซึ่งเขาเรียน กับ Jhoon
Rhee Jiu Jit Su จาก Wally Jae แลกเปลี่ยนมวยกับ ลูกศิษย์ Danny Inosanto
หลักของ Fencing กับ มวยสากลเขียนโดย แจ๊ค แดมเซย์ อย่างไร ก็ตามมวยที่ Bruce
นำมาผสมผสานเป็น Jeet Kune Do แต่หลักโดยทั่วไปแล้วถือว่าพื้นฐานและแนวทางในการต่อสู้ของ
Jeet Kune Do ในสมัย Bruce นั้น คือ หยงชุนทั้งหมด
เพราะคำที่
Bruce เขียนว่า Absorb What is Useful ทำให้ลูกศิษย์หรือผู้ที่คิดว่าตนเองศึกษาวิชา
Jeet Kune Do นี้ก็สามารถนำวิชาอะไรก็ได้มาที่ดี มาผสมกัน ก็ถือว่าตนเองเป็นมวย
Jeet Kune Do ทำให้ Jeet Kune Do ในปัจจุบันขาดเอกลักษณ์ของมวยชนิดนี้ขณะที่
Bruce ยังอยู่
Bruce
เองกับอาจรย์ปู่ผมเป็นเพื่อนสนิทกันมากด้วยเรีนยหนังสือด้วยกัน สมัครเรียนหยงชุ่นด้วยกัน
จริงๆแล้วใช้Concept ของการหยุดหมัดเช่น เดียวกัน ภาษาของหยงชุนมีว่า ยัดกอพากเสา
ต๋าถิ้นฮ่า หมายความว่า Pak Sao พากเสา หรือว่า มือตบครั้งเดียวสามารถตีทั้งโลกได้
คำพูดนี้เป็นคำพูดที่ หมายถึงหลักหนึ่งในวิชาหยงชุนได้ดี และจากหลักนี้ Bruceจึงนำมาตั้งชื่อมวยของเขา
หย่งชุนและไทเก็ก
หย่งชุนและไทเก็กก็เปรียบเสมือนการปีนเขานะครับแต่เลือกทางคนละทาง
หย่งชุนมีการฝึกฟังแรงชื่อว่า ชี้เสา ส่วนไทเก็กฝึกด้วย ทุ้ยเสา ทั้งสองอาศัยแรงจากคู่ฝึกมาเป็นประโยชน์
มวยที่ฝึกถึงขั้นสูงนั้ต้องเน้นถึงจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายทั้งเราและคู่ต่อสู้
สามารถกระทำตอบโต้โดยช่วงสั้นๆมีพลังการ ทำลายสูง มีท่าม้าและการเคลื่อนไหวที่ทำให้เรามี
Positioning ที่ได้เปรียบ สามารถทำให้ร่างกายและอาวุธประสานเป็นหนึ่ง หรือที่เรียกว่า
Body Connection สามารถฝึกการออกอาวุธได้อย่างรวดเร็วและมืพลัง
มวยหยงชุนเรียนชี้เสาแล้วก็มี
ก่องเสา หรือ มือที่ถามกัน ก็เปรียบเสมือน Sparring ของมวยTaeKwanDo หรือมวยอื่นๆ
แต่จะเน้นถึงการฟังแรงมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีวิชาใดที่มีวิชาที่สามารถทำให้เราเป็นยอดมนุษย์ได้
ไม่มีวิชาใดซึ่งทำให้เรามีกำลังภายในได้ ทุกอย่างเกิดได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
อย่าไปเชื่อ นะครับว่าเอามือแตะต้นไม้แล้วใบไม้ล่วงพรู อาจารย์มวยที่เป็นจริงต้องอธิบายและแสดงให้ดูได้
สอนได้โดยไม่ปิดบัง ไม่รู้ต้องบอกว่าไม่รู้ครับ ไม่ใช่บอกว่าต้อง เรียนอีกกี่ปีถึงจะรู้เอง
หลังจากทำให้ดูว่าเป็นไปได้แล้ว ลูกศิษย์คงต้องใช้เวลาที่จะฝึกให้เป็นนะครับ
การใช้นิ้วแทง
อย่าเอานิ้วไปแทงอะไรเลยน่ะครับจะเสียเปล่าๆอีกอย่างนะครับนิ้วเกือบทุกนิ้วจะมีเส้นประสาทเส้นที่ต่อมากจากใบหน้ามีผล
มากตอนแก่ตัวน่ะครับ
การใช้นิ้วให้ถูกต้องอยู่ที่การออกแรงน่ะครับนิ้วไม่จำเป็นต้องแข็งเหมือนเหล็กก็สามารถทำไห้คนเจ็บปวดได้เหมือนท่อเหล็กได้และครับโดยที่คนทิ่มก็ต้องไม่รู้สึก
เจ็บด้วย นี่หมายถึงแทงส่วนแข็งของร่าวกายน่ะครับฝึกได้โดยไม่ต้องหัดหมัดทรายเหล็กหรอกครับ
อาจารย์มวยคนแรกของผมนี่เล่นคั่วหินคั่วกรวดแล้วแทงทั้งร้อนๆ เลยน่ะครับ
อาจารย์ Oyama ล่ออิฐหรือน้ำแข็งด้วนมือ นิ้ว เท้า สารพัด ปัญหาตามมาตอนแก่น่ะครับ
ผมเองก็เล่นตอนอายุยังน้อยตอนนี้ก็มีปัญหาที่นิ้วกลางขวาครับ
นักเทควันโดได้สายดำเร็ว
เกี่ยวกับนักเทควันโดที่ได้สายดำเร็วนั้น
สำหรับอาจารย์แล้วไม่คิดอะไรเลยครับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นนานแล้วนี่ครับ
สิ่งที่สำคัญไม่อยู่ตรง สายที่คาดหรอกครับ ควร จะอยู่ที่ว่าเขาได้หลักวิชาเทควันโดที่เขา
เรียนมาเท่าไรต่างหาก
หลักในวิชามวยของอาจารย์คล้ายกันกับมวยไทยโบราณจริงๆเลยครับ
เพียงเแต่อุบายการสอนคนละอย่างกัน
หลักย่ามสามขุมของมวยไทยคล้ายซ่ามก๊อกเหย่งของมวยจีน
การยืนสามชิ้นของมวยโกจูริว มวยของภายเอเซียต่างได้อิทธิพลจากมวยบรรพบุรุษของภูมิภาคนี้
เพียงแต่ เวลาและการถ่ายทอดตกมาคนละสายคนละที่ครับ ขอบคุณมากครับที่สนใจ
ผมเองก็สนใจมวยไทยโบราณมานานเห็นทีไรก็เป็นปลื้มเสมอครับกล่าวไว้เสมอว่าการฝึกยุทธ์ก็เหมือนการปีนเขาเพียงแต่ว่าเราเลือกจะปีนด้าน
ไหนของเขาพอถึงที่ชื่อมวยกลับไม่มีความหมายครับ
อนันต์
หวิงชุน เก่ง ที่สุด หวิงชุน ดีที่สุด ฝึกแล้วเก่ง เรียนกับ อนันต์ แล้วเก่ง
เคยกล่าวไว้แล้วน่ะครับว่า
มวยแต่ละชนิดมีชื่อเรียกเพียงชื่อ มวยที่มีชื่อได้นั้นต้องมีคนที่ฝึกอยู่ทำให้มันมีชื่อขึ้นมา
ชื่อนั้นจะดีหรือเสียก็คงต้องอยู่ที่ตัวคน การออกความเห็นบนเวปอย่างนี้ได้แต่หวังว่าผู้ที่อ่านหากเข้าใจเอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้ก็จะดี
หากสมัยก่อนเขาเอาชื่อหวิงชุนไปตั้งเป็นชื่อไทเก็ก หรือเอาชื่อปากัวไปตั้งเป็นชื่อหวิงชุน
ที่ผู้ผ่านมาพูดถึงคงไม่ได้หมายถึงมวยที่ผมฝึกฝนหรือสอนอยู่ จริงๆแล้วชื่อนั้นไม่สำคัญหรอก
จริงมั๊ยครับ มวยจะดีหรือไม่อยู่ที่หลายปัจจัย ครูสอนคือปัจจัยสำคัญหนึ่ง
ผมเรียนและสอนมวยมากว่าสามสิบปีจึงมีลูกศิษย์อยู่บ้างที่รู้น้อยกว่า แต่ก็ยังมีอาจารย์หรือผู้ฝึกมวยหวิงชุนอีกหลายท่านจากจำนวนนับแสนคนที่ฝึกมวยนี้ในจีน
อเมริกาและยุโรปที่อาจจะรู้มากกว่า จากประสพการณ์ผมเคยพบอาจารย์มวยสายอื่นเช่น
ปากัว สิ่งอี้ ไทเก็ก หรือ โอกิน่าว่า โกจูริว หรือ ซุยเจียว ที่มีฝีมือที่น่ากลัว
ฉนั้นผมขอขอบคุณกับคำชมแต่ไม่ขอรับครับ แต่หากคุณถามว่าผมทำได้อย่างที่พูดหรือไม่
ผมตอบได้เลยครับว่าได้ครับ
|