![]() |
เสม็ด บันทึกการเดินทาง 20-22 เมย.2546 กำจร 23เมย.2546 |
| เมนูหลัก | เดินทางไปเสม็ด บนเกาะวันแรก บนเกาะวันที่สอง กลับบ้าน |
|
ถือเครื่องมือตรวจจับโลหะ มาตรวจหาโลหะตามชายหาด
แม่ค้าส้มตำหรือขายผลไม้ นี่ธรรมดา มีอยู่แล้วล่ะ
มีรับจ้างผูกผม ถักเปียด้วยนะ
เห็นสาวไกลๆหน่อยเล่น วอลเลย์บอลกันสนุกเชียว
นวดไหม๊คะ มีกันทุกหาด ราคาชั่วโมงละ 200 ครึ่งชั่วโมงก็ได้ 100 เดียวเอง |
บนเกาะวันที่สอง วันใหม่ของผมเริ่มเวลา 7.30 น.หลังจากจัดการให้ตัวเองเป็นคนอีกครั้ง ก็ออกจากห้องพัก ตรงไปยังจุดหมายแรกคือ ร้านอาหารวงเดือนเจ้าเก่าของผม "แฮมชีส 1 กาแฟสดและน้ำผลไม้รวมปั่น" อย่าหาว่าผมกระแด่ะกินอาหารฝรั่งเลยนะ บางครั้งคนเราก็ต้องมีบ้างที่ชอบอาหารเช่นนี้เหมือนสุภาษิต เกลียดงูกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง จริงๆผมชอบแฮมชีสเพราะติดใจฝีมือแฮมชีสของน้องที่ทำงานมา ต้องสงวนนามมาไว้ ณ ที่นี้นะ เพราะเธอไม่ใช่บุคคลสาธาณะพูดไปอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท(เมื่อไหร่จะมีหมิ่นรอบคอบบ้างนะ) ถ้าเป็นบุคคลสาธารณะในสังคมประชาธิปไตย เราสามารถพูดวิจารณ์ได้อย่างเสรี เอ่อ พูดถึงเรื่องนี้แล้วนึกถึงเรื่องเสรีภาพในการพูดของฝรั่ง เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยที่รัสเชียยังเป็นคอมมิวนิสท์อยู่ ที่บาร์แห่งหนึ่งในรัสเซียมีอเมริกันแมนกินเหล้ากันกับเพื่อนชาวรัสเซีย พอเมาได้ที่ ไอ้หนุ่มอเมริกันคุยเรื่องเสรีภาพของประเทศตนว่า "บ้านไอนะมีเสรีภาพที่สุดเลย อย่างเช่น ไม่ว่าไอจะอยู่ที่ไหนในประเทศของไอ ไอสามารถด่าผู้นำของไอได้ " หนุ่มรัสเซียที่ทนความโอ้อวดเสรีภาพของไอ้กันไม่ไหว จึงพูดไปว่า "บ้านผม มีเสรีภาพมากกว่าสหายซะอีก ไม่ว่าผมอยู่ที่ไหนในโลกนี้ ผมก็สามารถด่าผู้นำของสหายได้เช่นกัน" ข้อควรรู้อย่างนึงคือที่นี่ราคาอาหารไม่แพงจนเกินไปนัก อย่างต้มยำกุ้งก็ประมาณ 60-80 บาท อาหารจานเดียวก็ราคาประมาณ 30 - 35 บาทเท่านั้น ราคาพอๆกับอาหารฟาดฟู้ดในห้างเอมโพเรี่ยม หรืออาจจะถูกกว่าอาหารข้างทางแถวทองหล่อด้วยซ้ำไป ผมยังจำได้ดีเคยไปกินอาหารจานเดียวพวกข้าวหมูแดงหรือข้าวขาหมูอะไรทำนองนี้แหล่ะ กินกัน 5 จานกะน้ำแข็งโค้ก พอเก็บตังค์ล่อไป 250 บาท และนี่คือราคาเมื่อ 4 -5 ปีก่อนนี้นะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้ราคาจะขึ้นอีกเท่าไร? หลังอิ่มอร่อยกับอาหารเช้า ผมก็ออกจากร้านไปไกลพอดู สักประมาณ อืม... 20 เมตรกระมัง มานั่งแหม่ะอยู่ที่หาด หน้ารีสอร์ท มีเตียงผ้าใบให้เราใช้อยู่พอสมควร ความจริงหากเป็นช่วงวันลองวิคเอน ผมอาจจะไม่ได้มีโอกาสใช้มัน เพราะคนเยอะ ก็นั่งๆสักพักเห็นคนเดินผ่านไปมา ความรู้สึกอายๆเกิดขึ้นยังงัยไม่รู้ที่ผมยังใส่เสื้ออยู่ เพราะลงหาดแล้วส่วนใหญ่จะถอดเสื้อกัน ผมจึงใช้ความกล้าหาญทั้งหมดที่มีอยู่ถอดเสื้อออก โชว์หุ่นขาวๆของผม โชคดีนะ ที่ไม่สะดุดตาใครเพราะฝรั่งมันก็ขาว เหมือนเรา แต่ด้วยความอาย ผมจึงเอาแว่นกันแดดมาปิดบังไม่ให้ใครมาจำใบหน้าที่แท้จริงของผม หาดทราย สายลม แสงแดด (เพลงของเบิร์ด) สิ่งเหล่านี้ทำเอาเราลืมเวลาได้เลยล่ะ โดยเฉพาะข้อ 1 กับข้อ 2 ส่วนข้อ 3 แสงแดด ไม่เอาก็ได้ เอาเสียงคลื่นซัดสาดมาแทนจะดีกว่า ผมนอนดูหาดทราย ทะเล ผู้คนไปเรื่อย นึกถึงครั้งหนึ่ง ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมฝรั่งทั้งหลายถึงมาอยู่เกาะอยู่กับหาดกันเป็นเดือนๆ ไม่เบื่อหรือไง แต่พอมาลองทำแบบฝรั่งทำคือ นอนแหม่ะอยู่กะเตียงผ้าใบที่ชายหาด จิบน้ำ ฟังเสียงคลื่น ก็เริ่มเข้าใจอะไรๆขึ้นแยะ คณะเม้าท์แตกลงมากินอาหารเช้ากัน ธรรมดาอยู่ไกลก็ได้ยินพวกลำโพง 8 หลอดเหล่านี้ได้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่นี่ดันมานั่งอยู่ใกล้ๆผมอีกต่างหาก ทำเอาบรรยากาศเสียหมด ผมจึงถอยทัพกลับห้องพักอย่างเสียไม่ได้ แต่เมื่อผมดูเวลา โอโฮ ผมอยู่ที่ชายหาดมาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงทีเดียว นั่งเตียงผ้าใบเมื่อกี้มา 3 ชั่วโมง พอๆกับเวลาที่ผมนั่งอยู่บนรถทัวร์อึกทึกมาเลย แต่ทำไมมันแตกต่างกันขนาดนี้ ก็จริงอย่างที่เค้าบอกกันมา "ตอนสุข เวลาผ่านไปเร็วยังกะยี่เกเดิน 2 รอบ 8 ปี ทีทุกข์อะไรๆก็ดูช้าไปหมด เหมือนกับละครทีวีช่อง 7 เรื่องอะไรไม่รู้พระเอกคือโกโบริที่พี่เบิร์ดเราแสดงเมื่อ10กว่าปีก่อนตอนบาดเจ็บใกล้ตายน่ะ เฮียแกนอนตักน้องอังศุมาลินและพูดกัน 3 อาทิตย์แน่ะ กว่าพี่แกจะตาย ทรมานจริงๆ เวลาทุกข์ โดยเฉพาะน้องอังฯ สงสัยจะเมื่อยน่าดู " ผมกลับมาที่ร้านอาหารอีกครั้งตอนบ่ายๆ เหลือบมองดูว่า คณะหนุ่มสาวเม้าท์แตกไม่อยู่แล้วจริงๆ จึงจะสั่งส้มตำไทยปูและ คอหมูย่างมากิน แต่ครานี้เอาจริงครับ สั่งเหล้ารัมมากินด้วย ยี่ห้อเดียวที่รู้จักคือ บาคาดี้ (ไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าจะเมา เพราะรัมขวดเล็กนิดเดียวกินตลอดบ่ายแบบนี้ ต่อให้คออ่อนที่สุดในโลกอย่างมากก็มึนๆ ไม่เมา) กะน้ำแข็ง 1 โถ กินกันไป ดูวิวไป ดั่งคำว่า "กินเหล้าเคล้าหาดทราย สายลม แต่ไม่เอาแสงแดด" (การกินเหล้าเบียร์เป็นเรื่องไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ กินมากผิดศีลด้วยล่ะ) ที่ชายหาดนี้มีชีวิตเรียบง่าย แต่มีหลากหลายอาชีพ อย่างแม่ค้าส้มตำหรือขายผลไม้นี่ธรรมดา มีอยู่แล้วล่ะ มีคนเอาผ้าผืนลายสวยๆที่ฝรั่งชอบเอามาผูกเอวเป็นกระโปรง ผืนนึงราคาอยู่ประมาณ 80 - 150 บาท แล้วแต่ว่าจะต่อเก่งหรือเปล่า? นวดไหม๊คะ นี่ก็ธรรมดามีกันทุกหาดราคาชั่วโมงละ 200 ครึ่งชั่วโมงก็ได้ 100 เดียวเอง มีรับจ้างผูกผม ถักเปียด้วยนะ แต่ผมไม่รู้ราคาว่าเท่าไหร่ เห็นฝรั่งหญิงถามๆอยู่ข้างๆ มีหนุ่มๆมาขายลายสักแบบติดด้วยกาวน้ำ อยู่ได้อาทิตย์นึง ผมเห็นลายสักแล้วทำให้นึกถึงเพลงอาตี๋สักมังกรของเพลินพรหมแดนนักร้องลูกทุ่งชื่อดังในอดีต อาตี๋แกอยากได้มังกรแบบทั้งตัวเต็มๆลายครบๆแบบสักทั้งหลังเลย แต่พอหมอจิ้มไปได้หน่อย อาตี๋ก็อูยเจ็บ บอกหมอว่า มังกรไม่ต้องมีลายก็ได้นะ พอจิ้มไปอีกสักพัก อาตี๋ก็บอกหมอ รู้สึกว่าตัวมังกรจะใหญ่ไปหน่อย เอามังกรตัวเล็กหน่อยก็ได้ อีกสักพักอาตี๋ก็บอกหมออีกว่า หมอมังกรไม่ต้องมีหนวดก็ได้ ขาก็ไม่ต้อง สรุปไปๆมาๆกลายเป็นไส้เดือน ผมนึกแอบขำในใจ ดีที่กลั้นขำอยู่นะ ไม่งั้นเค้าอาจจะต่อยเอาได้เพราะเข้าใจว่าหาเรื่องหัวเราะกวนอวัยวะเบื้องต่ำเค้า สักพักก็มีคนเดินสะพายกะบะไม้มาพร้อมเป่าแคนลาวอันเล็กๆ ฟังเพราะดีนะ"แคนลาว" ไม่รู้ว่าผมเรียกถูกต้องตามหลัก เทคนิคคั่นเทอมหรือเปล่านะ คือมันเป็นไม้ไผ่มัดเป็นกำลำเล็กๆขนาดต่างกันโดยไล่เสียงต่ำไปสูง เวลาเป่าต้องหมุน จึงจะเกิดเป็นเพลง เห็นเด็กฝรั่งซื้อไป ไม่รู้ว่าจะเป่าได้หรือเปล่า แต่คนขายก็แสดงสปิริตสอนการเป่าขั้นพื้นฐานให้ เด็กๆชอบกันใหญ่ ดูแล้วน่ารักดี เด็กๆไม่ว่าชาติไหนก็น่ารักเหมือนกันหมดนะ แต่มีอาชีพที่ผมแปลกใจคือมีหนุ่มๆ 2-3คน ถือเครื่องมือตรวจจับโลหะ มาตรวจหาโลหะตามชายหาด ผมไม่เข้าใจว่าเค้ามาหาอะไรกัน ทองเหรอ? แปลกจริงๆ ข้างๆผมมีหญิงสาวฝรั่ง 2 คน มาอาบแดดกัน แต่ไม่ถึงกับเปลีอยถอดหมดนะ แค่ 2 ชิ้นที่เราเรียก"ทูพิ้ส" ผมเฝ้าสังเกตดูว่าเค้าจะทำอะไรกันในวันๆที่ผ่านไป (ความจริงก็ตั้งใจดูหุ่นเค้าด้วยมั้ง?) กิจกรรมเค้าทั้งสองมีดังนี้คือ นอนหงาย อ่านหนังสือ 1 ชั่วโมง ลงทะเล เล่นน้ำ 10 นาที ขึ้นหาด นอนคว่ำ อ่านหนังสือ 1 ชั่วโมง ลงทะเล เล่นน้ำ 10 นาที ขึ้นหาด นอนหงาย อ่านหนังสือ 1 ชั่วโมง... ,,, เป็นยังงี้ทั้งวันจนตัวขาวๆกลายเป็นแดงทำให้นึกถึงการปิ้งปูทะเลที่ปูค่อยค่อยแดงๆอะไรทำนองนั้น พอตอนเย็นเมื่อแดดหมดหล่อนก็ไป ดูหล่อนมุ่งอาบแดดเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ เสียอย่างเดียวคือยังมีรอยที่ยังไม่ถูกแดดอยู่ ก็คือส่วนที่ใส่อยู่ไง ดูแล้วคงตลกดีนะ หากหล่อนมาแก้ผ้าให้ดู เพราะถึงถอดก็เหมือนยังไม่ถอดอยู่เพราะสีผิวต่างกันมาก อ้อ ที่ผมสังเกตอีกอย่างคือหล่อนไม่ได้ไปห้องน้ำเลย สงสัยไปใช้บริการในทะเลเป็นแน่แท้ มีหญิงไทยใจกล้าใส่ชุดว่ายน้ำเหมือนกันนะครับ แต่ดูๆไปแล้วส่วนใหญ่จะเป็นภรรยาฝรั่งทั้งนั้น ตัวดำกันทุกคน ผมแปลกใจนะว่าทำไมฝรั่งชอบคนไทยตัวดำ พูดถึงหญิงไทยแบบนี้มีเรื่องตลกๆอยู่เหมือนกันเรื่องภาษา เรื่องมีอยู่ว่ามีหญิงคนนึงเพิ่งจะมีสามีฝรั่ง ภาษาอังกฤษเจ้าหล่อนจึงไม่แข็งแรงนัก ได้แต่เปิดดิ่กชั่นนารี่ท่องศัพท์ไปเรื่อย มีวันหนึ่ง ความที่อยากจะเอาใจสามีที่เพิ่งกลับจากทำงานมาตอนเย็น หล่อนยิ้มและรีบเอาน้ำเย็นให้สามีปากก็พูดอังกฤษของตัวเองด้วยความมั่นใจเต็มที่ "ฮาโล้ ด่าลิ๊ง วอเตอร์ อีวีนิ๊ง อีวีนิ่ง จ้า" (Hello ,darling water evening evening ja.) สวัสดีที่รัก น้ำเย๊นเย็นจ้า ช่วงบ่ายแก่ๆนี้มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมดีใจที่สุด นั่นคือผมเห็นคณะเม้าท์แตกกำลังเคลื่อนทัพกันไปที่เรือ ผมยังนึกอยู่ว่าเค้าเที่ยวกัน หรือจะกลับบ้าน เพราะไปเรือเร็วลำเล็ก แต่จะเที่ยวหรือกลับก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยวันนี้ตลอดบ่ายคงไม่ต้องทนฟังเม้าท์แตก ตกเย็นบนชายหาดจะดูคึกคักขึ้น เพราะแสงแดดอ่อนกำลังลง จะมีเด็กๆมาเล่นกองทราย หาปู เตะบอล เห็นสาวไกลๆหน่อยเล่นวอลเลย์บอลกันสนุกเชียว แต่ที่แน่ๆคือเล่นน้ำ บาคาดี้รัม กะเพลงคาราบาว เข้ากันยังกะปี่กับขลุ่ย ในขณะที่ตรงหน้าผมยังคงมีการแสดงบางเรื่องบางตอนของชีวิตผู้คนมากมาย จนเคลิ้มหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ปาเข้าไป 6 โมงเย็นแล้ว จึงลุกจากเตียงผ้าใบไปเดินเล่นรอบหาด เหมือนเมื่อวานหยั่งกะเป็นหน้าที่ ต้องทำยังไงไม่รู้ "น้องเอาข้าวผัดปู หมูทอดกระเทียมและต้มยำกุ้งไม่ใส่น้ำพริกเผา โค้กน้ำแข็ง" นี่คือรายการอาหารค่ำวันที่สองที่ร้านวงเดือนรีสอร์ทเจ้าเก่าของผมและตบด้วยกาแฟอีกถ้วย รวมเป็นเงิน 190 บาททิป 10 บาท เวลามาเที่ยวทีไรผมไม่เคยประหยัดเรื่องการกินเลยสักครั้ง อาจจะคิดว่ามาเที่ยวทั้งที เที่ยวแบบอดๆอยากๆ คงจะไม่ถูกกระมัง แต่นี่คือความสามารถเฉพาะตัวนะครับ ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างจริงๆ หลังจากนั้นจึงกลับบังกะโลเรือนน้อย เพื่อพักผ่อน แต่การพักผ่อนในแปลกถิ่นเช่นนี้คนเดียว บางครั้งก็ไม่ง่ายนักที่จะหลับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเสียงจิ้งจกมันมักจะดังขึ้นมาช่วงที่เงียบๆ เหมือนมันรอจังหวะยังงั้นแหล่ะ ทำเอาผมตกใจบ่อยครั้ง และมีเสียงที่ได้ยินแซมมาเป็นระยะอีกอย่างคือเสียงตุ๊กแกครับ ตุ๊กแกที่นี่ก่อนจะร้อง ตุ๊กแก่ มันจะมีอินโทรก่อนครับ ดัง แต่กๆๆๆๆๆ ตุ๊กแก่ ทุกตัวเลย สงสัยจะเรียนที่สถาบันตุ๊กแกเดียวกันมา แต่ไอ้ที่ทำให้ผมกลัวกลับเป็นเสียงที่ผมไม่รู้นะสิ ความจริงมนุษย์ถูกสร้างมาให้กลัวในสิ่งที่ไม่รู้อยู่แล้ว ไม่รู้หูผมเพี้ยนไปหรือเปล่าที่ได้ยินเสียงเดินอยู่รอบๆบังกะโลตลอดทั้งคืน ผมออกไปดูก็ไม่พบอะไร เอาละสิตอนนี้ผมต้องพึ่งไฮเนเก้นอีกกระป๋องที่เหลือ ครานี้ซดเลยครับ อั่กๆๆๆ จนหมด มึนจนได้ที่จึงจะทำให้หลับได้ง่ายขึ้น |