WITH NO NAME
chapter 3

storyby : subara nana


“นายไปเอาเทปฉันมาจากไหนกัน” จินย้อนถามรอบที่สอง ทั้งคู่ท่าทางจะสงบลงนิดหน่อย คาซึยะ ไม่อยากตอบ กลัวว่าจะรู้ว่าเค้ามาเรียนที่นี่เพราะอะไร กลัวว่าจะถูกหัวเราะเยาะ ที่ทำบ้าๆแค่อยากมาเจอเจ้าของเทป ซึ่งตอนนี้ ก็ยืนเคร่งเครียดอยู่ตรงหน้าแล้ว


“นายมาที่นี่ เพราะเทปนี้ใช่รึเปล่า” นั้นไงหล่ะ ท่าจะจริงที่หมอนี่เคยบอกว่ามีเซนท์พิเศษเดาใจคนได้ ไม่ผิดเลยสักนิด


“ก็แล้วจะทำไมหล่ะ!! อยากหัวเราะก็เชิญเลย ฉันมันบ้ามาตามหาเจ้าของเทปเพราะแค่ได้ฟังเสียงนะ”
คาซึยะ ตะโกนออกมาดังๆแบบอัดอั้นตันใจสุดๆ ไม่มีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกเลย คาซึยะก้มหน้างุดๆทั้งโกรธทั้งอาย เจ้าบ้านี่รู้จนได้ว่า มาที่นี่เพื่อมาตามหาตัวเอง จินเอามือจับไหล่ที่ผอมบาง มีแต่กระดูก เอาหน้าเข้ามาใกล้ ๆ ใช้สายตานิ่งๆจ้องที่ดวงตาของคาซึยะ


“ฟังแล้วดีใช่มั้ย ไม่อยากตายแล้วใช่มั้ย นายถึงมาตามหาฉันน่ะ” พูดอะไรของนายน่ะ ไม่อยากตายเหรอ ถึงจะไม่ใช่เหตุผลนั้น แต่ก็ทำให้เค้าไม่คิดฆ่าตัวตายไประยะหนึ่งนะแหละ “ฉันไม่หัวเราะ คนที่ฟังเพลงของฉัน แล้วอุตส่าห์มาตามหาหรอกนะ กลับตื้นตันดีใจเป็นพิเศษต่างหากที่มีคนฟังเพลงของฉัน แล้วช่วยอะไรเค้าได้บ้างน่ะ “
ทำไมต้องพูดจาดีๆกับเค้าแบบนี้ด้วย คาซึยะรู้สึกว่าไหล่ที่รู้สึกหนาวเหน็นอบอุ่นอย่างประหลาดเมื่อจินสัมผัสมันไว้ เค้าต้องการมาพบจินเพื่ออะไรไม่รู้เลย หรือว่ามันเป็นโชคชะตาให้เค้าได้ฟังเพลงของจิน มาตามหา และให้คนคนนี้เป็นคนรักษาบาดแผลในจิตใจของเค้า ไม่เข้าใจพูดอะไรไม่ออก ก้มหน้าลงหลับตานิ่งๆ
“วันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยมากๆ นายกลับไปที่ห้องก่อนจะได้มั้ย ฉันอยากพัก” คาซึยะพูดออกมาน้ำเสียงแผ่วเบา จินยิ้มพยักหน้าตอบรับ
“ถ้ามีอะไรอยากจะบอกฉันละก็ บอกมาได้นะ ฉันยินดีรับฟัง” ก่อนจะออกจากห้องจินทิ้งท้ายเอาไว้ คาซึยะไม่พูดอะไร ปิดประตูเงียบๆ
ล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนแรง เรื่องทั้งหมดมันหนักหนาเกินไป เค้าจะไว้ใจจิน คนที่ตั้งใจมาค้นหาคนนี้ได้หรือ เพราะลักษณะ น้ำเสียงที่คล้ายกัน ไม่ใช่ในรายละเอียด แต่ที่ความรู้สึก มันจะทำให้เค้ายอมเปิดใจได้เหรอ ยังไม่แน่ใจ ขอเวลาสักหน่อยเถอะนะ ถ้าถึงเวลานั้น เค้าคงจะมั่นใจกว่านี้


“คาซึยะ !! นายนี่ออกเสียงตรงนั้นผิดนะเข้าใจมั้ย” เสียงเย็นๆใจดีแว่วมาในโสตสัมผัส คุ้นเคย คาซึยะลืมตามองไปที่เจ้าของเสียงนั้น ชายหนุ่มหน้าสวย ดวงตาอ่อนโยน รอยยิ้มเป็นมิตรสวมชุดสีขาวสะอาด…
ทากิซาว่าพี่ชายของเค้านั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวโปรด ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน ในมือถือเนื้อเพลงเอาไว้ อะไรกันนะ นี่เป็นความฝันใช่มั้ย “หือมองพี่ยังงั้นทำไม ? มีอะไรรึเปล่า?” ทากิซาว่าดวงตาอ่อนโยน คาซึยะพยายามลืมตามองดูให้ชัดๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ พยายามจะเอามือไปจับ เสื้อผ้าสีขาวนั้นอยู่ดีๆก็กลายเป็นสีแดงฉาน ไม่ต่างกับเลือด คาซึยะ ตกใจ แล้วมันก็กลายเป็นเพียงกลีบกุหลาบปลิวหายไป “ไม่!!!”


“ตื่นได้แล้ว!!!” คาซึยะดวงตาเบิกโพลง ตื่นจากฝันที่เจ็บปวด จินยืนชะโงกหัวเข้ามา ผมตกลงมาปรกหน้า “นายเข้ามา ได้ยังไงกันน่ะ!” จินชี้ไปที่ประตูทางระเบียง เหมือนเดิม “อย่าเข้าห้องชาวบ้านตามอำเภอใจจะได้มั้ยนายเนี้ย!!” เอามือคลำต้นคอไปมา ถึงจะทำท่าโมโหแต่ก็ขอบใจที่ช่วยเค้าตื่นจากฝันแบบนั้น ไม่ได้ฝันเห็นพี่ชายมานานแล้ว
“นี่ๆ ไมไม่เก็บเตียงหล่ะ ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมนะ ไม่มีคนทำให้หรอก มาสเซอร์มาตรวจห้องจะโดนดุเอาด้วย” คาซึยะที่ลุกจากเตียงไปล้างหน้าที่ห้องน้ำ หันมามองก่อนบ่นรำคาญออกมา “ทำไม่เป็นหรอกนะ อยากดุก็ดุไปสิ”
จิน อ้าปากค้าง “เฮ้ย !! ไม่แค่ดุนะ โดนหักคะแนนความประพฤติ แปะประจานหน้าหอด้วย ขอบอก!!” ขู่เป็นชุดคิดว่าจะได้ผล คาซึยะที่แปรงฟันล้างหน้าเสร็จแล้ว

เดินออกมาทำหน้ากวนๆ”แล้วไง กลัวตายเลย” จินทำหน้าบู้ ที่คาซึยะไม่เชื่อฟังเอาซะเลย “นี่ดูแล้วก็จำไว้สิ ฉันจะเก็บให้ดูแล้วกัน ต่อๆไปนายต้องทำเองนะ กะอีแค่เก็บที่นอนนะไม่ได้ยากอะไรสักหน่อย “ ลงมือพับผ้าห่ม ดึงผ้าคลุมเตียงมาจัดการ อย่างรวดเร็ว คาซึยะมองดูขำๆท่าทางจินยังกับแม่ไม่มีผิด


“อ้าว ยิ้มกับคนอื่นเค้าก็เป็นนี่นา นายนี่” จินหันมาเห็นพอดี คาซึยะรีบเก็กหน้าขรึมเหมือนเดิม “ก็นายทำท่าตลกคนก็ต้องขำสิ แล้วคนอย่างฉันไม่มีสิทธิ์ยิ้มรึไง” จินเอามือล้วงกระเป๋า “ไม่ใช่ๆ แต่ว่าเวลานายยิ้มแล้วน่ารักดี พยายามยิ้มบ่อยๆนะ”
คาซึยะอายขึ้นมาซะอย่างงั้น “ทำไมต้องเชื่อนายด้วย” รีบปิดประตูห้องน้ำหนี จินเดินมาที่ประตูห้องน้ำที่ตอนนี้เสียงน้ำไหลดังอยู่ ตะโกนเข้ามา”เฮ รีบๆอาบน้ำหล่ะ แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วไปที่โบสถ์กัน!!”


เวลาที่ตื่นเป็นเวลา6โมงเช้า เช้ามากๆ เช้าเกินไปด้วยซ้ำ จินแสบจริงๆ คาซึยะไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้มาก่อนเลย แถมยังถูกบังคับให้แต่งตัวเรียบร้อย รู้สึกอึดอัดเนคไทจริงๆ สวมเรียบร้อยซะขนาดนี้ จิน พาคาซึยะไปที่ทางเข้าด้านหลัง มองที่นาฬิกาเป็นเวลา 7.30 มาทำอะไรกันแต่เช้าเนี้ย


“เอ้าใส่ซะ !! “ จินยื่นชุดสีขาวให้คาซึยะ ก่อนลงมือสวมทับชุดนร. “อะไร? ทำไมฉันต้องใส่ด้วยหล่ะ นี่มันชุดเด็กร้องเพลงในโบสถ์ไม่ใช่รึไง” จินพยักหน้า "รู้แล้วยังถามอีก ก็มาร้องเพลงกันไงหล่ะ” คาซึยะ ทำหน้างงๆ “ใครบอกว่าฉันจะร้องกัน!!” จินไม่ฟังเสียงดึงชุดมาจากมือ แล้วสวมทับให้เสร็จสรรพ “ร้องไม่ร้องก็ไม่เป็นไร แค่ทำปากงึมงัมก็ได้ ไปเถอะจะได้เวลาแล้ว”


เดินออกมาที่โถงของโบสถ์ มีคนมาฟังสวดมนต์ตอนเช้าไม่กี่คน มีเด็กๆร้องเพลงในโบสถ์ยืนรออยู่แล้ว คาซึยะรู้สึกแปลกๆเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเคยอยู่ชมรมประสานเสียงมาก่อน แต่การร้องเพลงในโบสถ์แบบนี้ไม่เคยมาก่อนเลย
เด็กชายตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก เดินออกมาข้างหน้า ท่าทางจะเป็นเด็กปีหนึ่งม.ต้น เริ่มร้องเพลงออกมาเป็นต้นเสียง จินกระซิบกับคาซูยะเบาๆ “เจ้าเนี้ย ชื่อยาบุ เสียงดีสุดยอด ฟังแล้วขนลุกเลยนะ” จริงอย่างที่ว่าเสียงร้องเพลงกังวาน เจื้อยแจ้ว เหมือนนกน้อยๆ
การร้องเพลงช่วงเช้าจบลง โดยที่ คาซึยะไม่ได้อ้าปากร้องออกมาสักนิด “นายนี่ ทำไมไม่ยอมร้องออกมาเลยนะ ฮัมเพลงสักนิดก็ยังดี การร้องเพลงให้พระเจ้านะ ช่วยซ่อมแซมปีกที่หักได้รู้รึเปล่า “ คาซึยะถอดชุดออก

เอามือเสยผมลวกๆเพราะชุดเป็นแบบสวมหัวทำเอาผมยุ่งไปหมด “ไร้สาระอีกแล้วนะนาย ก็นายบอกว่าไม่ต้องร้องก็ได้ไม่ใช่เหรอ ที่สำคัญฉันไม่เชื่อพระเจ้าหรือเรื่องปีกอะไรนั่นด้วย” จิน ทำหน้าบู้ๆ อีกครั้ง “อ้าวแล้วนายจะไปไหนน่ะ ไปทานข้าวด้วยกันสิ ที่โบสถ์เค้ามีเลี้ยงข้าวนะ สำหรับเด็กที่มาช่วยงานน่ะ” คาซึยะอดขำไม่ได้อีกแล้ว จินหน้าเอ๋อ “ ขำอะไรของนาย” “ก็ขำนายนะแหละ โธ่เอ้ย คิดว่าจะช่วยด้วยใจจริงๆ ที่แท้ก็มีข้าวเลี้ยงนี่เอง” จินเอามือเกาหัว “ เออ ยังไงพลังงานในร่างกาย ก็ต้องอาศัยอาหารนะแหละ มาเถอะน่า”


จินพาสมาชิกใหม่ไปที่โต๊ะอาหาร เด็กๆที่ร้องเพลงในโบสถ์นั่งกินข้าวกันท่าทางสนุกสนาน ทุกคนหันมาทักทายจิน ยกใหญ่ เท่าที่ดูๆแล้ว จินคงเป็นพี่โตสุดแล้วนะเนี้ย

“วันนี้มาสายเลยนะครับ อาคานิชิคุง” ยาบุเด็กนำร้องเพลง หันมาทักอย่างสนิทสนม “อืม พอดีพาเจ้านี่มาด้วยนะก็เลยช้าไปนิดหน่อย” ยาบุหันมามองคาซึยะ แล้วยิ้มให้ คาซึยะไม่ได้ยิ้มตอบ ลากเก้าอี้นั่งลงแบบไม่สนใจ เล่นเอายาบุยิ้มเก้อไปเลย เด็กคนอื่นที่โต๊ะหันมมองกัน แล้วก็ซุบซิบแปลกๆ ข้อมือคาซึยะยังมีผ้าพันแผลสีขาวเห็นได้ชัด
“เฮ!! ทานกันเถอะ เดี๋ยวจะไปเข้าเรียนไม่ทันกันนะ” จินรีบเปลี่ยนเรื่องให้ ทุกคนเลิกสนใจ ข้อมือของคาซึยะ ยิ่งหมอนี่ปกป้องเค้ามากเท่าไหร่ก็อยากจะหนีไปไกลๆ แต่ไม่รู้ทำไม เท้าก้าวไม่ออก อาจเป็นเพราะในใจลึกๆอยากอยู่ใกล้รึเปล่านะ


“เฮ้ย!! จินมาเรียนกับเค้าได้แล้วไง!!”

โคคิร้องทักก่อนเอามือตบทักทายกับจินเหมือนเป็นท่าประจำ “แหม่ อย่าพูดเหมือนกับฉันเป็นเด็กชอบโดดๆบ่อยๆได้ป่าว” โคคิยิ้มแล้วหันไปเห็นคาซึยะที่เดินตามเข้ามา
“นายมากับเจ้านี่งั้นเหรอ ท่าทางกวนประสาทชมัด ที่นายนะถูกมันยึดไปแล้วนะ จะบอกให้” โคคิฟ้องใหญ่ จินตาโตพยักหน้าหงึกงัก แล้วก็นั่งทับโคคิลงไป “งั้นนายก็สละที่นั่งตรงนี้ให้ฉันไป้ โทษฐานที่เฝ้าที่นั่งให้ฉันไม่ได้!!”
โคคิโดนเบียดจนแทบตกเก้าอี้ “ไอ้บ้า เล่นไรเนี้ย นายก็ไปนั่งข้างๆแทนเดะ หนักนะเว้ย ลุกเร็วๆเลย” คาซึยะเห็นท่าทางหยอกล้อกันของจินกับโคคิก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมา ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันมากๆ แต่ก็แกล้งไม่สนใจ จัดหนังสือเตรียมเรียนตามปกติ ยูอิจิวิ่งกระหืดกระหอบมาที่โต๊ะแล้วก็ร้องทักทั้งสองคน “เฮ้ยๆ!! เล่นไรกันเล่นด้วยคนเดะ!!" พูดจบก็นั่งทับจินไปอีกคนเป็นคนที่สาม โคคิโดนเบียดเต็มที่ “เจ้าพวกบ้า โอ้ยจะแบนแล้วนะ!!” โคคิร้องออกมาเสียงดัง คาซึยะหันมามอง

หน้าตาท่าทางมีความสุขทั้งสามคน การเป็นเพื่อนกัน มันสนุกขนาดนั้นเลยเหรอ ท่าทางสนิทกันซะเหลือเกิน เห็นแล้วน่าหมั่นไส้สุดๆ “เฮ!! นายนะไม่มาเล่นด้วยกันเหรอ มาฆ่าเจ้าโคคิด้วยกันดิ” ยูอิจิร้องทักเมื่อคาซึยะหันมามอง


“บ้ารึเปล่า โตจนขนาดนี้ยังเล่นกันเป็นเด็กๆไม่รู้จักโตไปได้” ยูอิจิยิ้มหุบไปเลย จินที่หัวเราะๆอยู่ก็ค้างไป โคคิไม่ต้องพูดถึงคิ้วขมวดขึ้นมาทันที “เค้าว่าพวกนาย2คนนะ อะไรเล่นไรไม่รู้จักโต!!” ยูอิจิลุกขึ้น ทำท่าพูดล้อเลียนออกมา “ใน3คนเรานายนะแหละ ปัญญาอ่อนที่สุด ไม่ต้องมาโบ้ยให้ชาวบ้านเลย” โคคิเอามือดึงเสื้อสูทที่โดนทับจนยับไปหมด แล้วใช้หางตามองไปทางคาซึยะ จินเดินมานั่งที่ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างคาซึยะและโคคิ
“นายเองก็น่าจะลองคบ เจ้าพวกนี้ดูนะ ถึงจะดูบ้าๆบอๆ แต่ก็เป็นคนดีนะ ฉันจะแนะนำให้รู้จักแล้วกัน”
โคคิเอาเท้ายันๆจิน โทษฐานที่ว่าบ้าๆบอๆ ยูอิจิเอากระเป๋าวางที่นั่งข้างหน้าโคคิแล้วหันมามองคาซึยะอย่างสนใจ คาซึยะกระแทกหนังสือที่โต๊ะ สายตาเย็นชา “ใคร เค้าอยากจะรู้จักเจ้าพวกนี้กัน นายไม่ต้องมาเสียเวลาแนะนำหรอก“ “อ๋อ ! ยังกับพวกฉันอยากรู้จักนายตายแหละ ไม่เคยตายใช่มั้ย ดูสภาพตัวเองแล้วยังไม่เจียมอีก”
โคคิชักมีน้ำโห ยูอิจิรีบเอาหนังสืออกมาพัดๆให้ใจเย็นๆไว้
จินสีหน้าไม่ค่อยดี ไม่อยากให้มาทะเลาะกันเลย ยูอิจิเป็นคนอารมณ์ดีไม่ถือสาอะไรอยู่แล้ว แต่โคคิสิ เป็นคนอารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนคาซึยะถึงจะเย็นเป็นน้ำแข็ง แต่คำพูดคำจาก็ยียวนเหลือเกิน คาซึยะยังตีหน้าเฉยไม่สะทกสะท้าน โคคิเห็นจินท่าทางไม่อยากให้มีเรื่อง ก็เลยเห็นแก่เพื่อน นั่งสงบอารมณ์ไม่สานต่อ
ยูอิจิ ถอนใจออกมา “คิดว่าจะมีเรื่องกันซะแล้ว!!” “ถ้าไม่เห็นแก่หน้าจินนะ โธ่เอ้ย!!…..” โคคิบ่นอุบอิบ จินยกมือขอบคุณโคคิที่ไม่ถือสา ก่อนหันไปมองคาซึยะอีกครั้ง ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะได้เวลาเรียนชม.แรกพอดี


“ทำไม ไม่เข้าใจ จินไปทำดีกับมันทำไม ท่าทางอยากตายแบบนั้น ปล่อยให้มันตายๆไปเลยไป้” โคคิบ่นออกมาแบรำคาญใจสุดๆ “โห !! ใจร้ายไปม้าง คนเค้ามีปัญหามา นายก็รู้ จินมันเป็นคนดีจะตาย ถ้าไม่สนใจเลยก็ไม่ใช่จินคนที่เรารู้จักแล้วมั้ง” “เออๆ ไอ้จินก็คงใช้มุขเก่าๆแบบตอนที่มันพูดกับฉันครั้งแรกนะแหละมั้ง”


“เรื่องปีก”

ยูอิจิกับโคคิพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายกัน “เออ ว่าแต่นายเชื่อป่าวที่จินบอกว่าเห็นปีกของพวกเรานะ” อยู่ดีๆยูอิจิก็ถามขึ้นมา โคคินึกย้อนไปในวันแรกที่รู้จักจิน

เด็กเกเร ถูกตราหน้าจากรร.ว่าเป็นเด็กอันธพาลขึ้นบัญชีดำเอาไว้ ไม่มีเด็กดีๆในห้องกล้าจะคบเป็นเพื่อนสักคน ตอนนั้นจินเพิ่งย้ายมาจากโตเกียว ท่าทางเป็นเด็กในเมืองน่าสนใจดี คงไถเงินได้สบายๆ

“เน่!! แกเพิ่งย้ายมาใหม่คงไม่รู้ธรรมเนียมหล่ะสิ เอาเงินมาแบ่งกันใช้หน่อยสิ “ โคคิดึงจินมาที่หลังรร.เพื่อจะรีดไถ จินทำหน้าตาเหรอหรา “หา !!” “ไม่ต้องมาหา พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง มีเท่าไหร่เอาออกมาเซ่ เร็วๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” โคคิขู่รอบสอง เอามือผลักอกจินแรงๆ จินทำหน้าตาบู้ๆก่อนเอามือควานหาในกระเป๋าแล้วหยิบของส่งให้โคคิ ลูกอมรสคาราเมลคือสิ่งที่จินส่งให้ โคคิได้รับมาก็โกรธจนหน้าแดง ชกจินไปทีนึง
“ชกมาได้ มันเจ็บน้า!!” จินร้องตะโกนเอามือจับหน้าที่เพิ่งโดนชก “ก็ใครใช้ให้มากวนประสาทแบบนี้หล่ะ ฉันต้องการเงินเว้ย ไม่ใช่ลูกอม!!” โคคิตะคอกกลับ “ก็ไม่มีนี่เว้ย!! ฉันไม่มีพ่อแม่คอยให้เงินนะเฟ้ย ที่อยู่ๆมาเนี้ยก็เงินจากญาติที่เค้าเจียดมาให้ มีก็แค่ลูกอมนั้นแหละ เอาไปกินซะไป้ จะได้ระงับประสาท น้ำตาลไม่ไปเลี้ยงสมองไง เที่ยวมาทำนักเลงขูดรีดชาวบ้านเค้าไปทั่วอ่ะ” โคคิแปลกประหลาดใจนิดหน่อย เท่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้ามาเถียงเค้าแบบนี้ แล้วที่เจ้านี่พูดว่าไม่มีพ่อแม่งั้นก็ไม่ต่างอะไรจากเค้าเลยนะสิ


โคคิเดินเข้ามาใกล้จินที่เอามือถูหน้าตรงที่โดนชก “เฮ้ย!! อะไรวะ ถ้านายจะชกฉันอีก คราวนี้ชกกลับจริงๆนะเว้ย!! “ จินหันมาทำท่ากำหมัด เอาจริงเอาจัง “เปล่า!!ที่นายบอกว่า ไม่มีพ่อแม่จริงๆนะเหรอ” โคคิพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง จินเอาหมัดลงพยักหน้า “จะโกหกไปทำไม เรื่องแบบนี้เอามาพูดเล่นได้เหรอ สนุกตายแหละ” โคคิอยากจะชกอีกสักทีเจ้านี่ กวนจริงๆ แต่ว่าคนที่มีพื้นฐานคล้ายกัน มันรู้สึกลงมือไม่ลงขึ้นมาซะเฉยๆ


โคคิแกะลูกอมเอาเข้าปาก แล้วก็ทำท่าอยากคายออก “อี้ ! ทำไมหวานยังงี้ นายกินเข้าไปได้ไง”จินหัวเราะท่าทางของโคคิ “รสหวานมีสรรพคุณระงับอาการเศร้าได้นะ” โคคิคิ้วขมวด “อาการเศร้า?อะไรของนาย นายว่าใครเศร้า ฉันปกติดีเฟ้ย!!” จินหยิบลูกอมออกจากกระเป๋าอีกเม็ดแกะแล้วเอาเข้าปาก “ไม่ได้หมายถึงนาย หมายถึงฉัน พ่อฉันเพิ่งเสียเมื่อ3เดือนที่แล้ว ฉันระงับอากาศเศร้าของตัวฉันเอง” โคคิมองลึกไปในแววตาของจิน เข้าใจดี เพราะเคยผ่านมาก่อน ตอนที่อยู่ชั้นประถม6 พ่อแม่ประสพอุบัติเหตุ เสียไปทั้งคู่ หลังจากนั้นก็ถูกญาติโยนกันไปโยนกันมา ไม่มีใครอยากเลี้ยงดูเค้า ถูกทิ้งขว้างเหมือนเป็นขยะ ไม่มีใครต้องการ เค้าก็ไม่ต้องการใคร พอขึ้นม.ต้นก็แยกออกมาอยู่คนเดียว มั่วสุมกับพวกอัธพาล พอมีที่ซุกหัวนอนไปวันๆ ลักเล็กขโมยน้อย ใช้ชีวิตเลวๆไปเรื่อยๆ ทรมานนะ แต่จะทำไงได้ “ญาตินายดูแลนายดีรึเปล่า” อยู่ดีๆก็ถามจินออกมายังงั้น “ก็ไม่ดี ไม่เลวหรอก เค้าส่งเงินให้ฉัน ถึงน้อยแต่ก็พออยู่ได้” โคคิยิ้มนิดๆ

“สนใจไปอยู่กับพวกฉันรึเปล่า แอบขโมยของบ้าง แต่ก็มีเงินใช้ได้สบายๆเลยนะ” จินมองโคคิด้วยสายตานิ่งๆ
“นายกำลังทำลายตัวเองอยู่นะ …..กำลังหักปีกของตัวเองอยู่” โคคิหน้าตาโกรธๆ เจ้านี่พูดอะไรออกมานะ “อาคานิชิ!! อาคานิชิ!!” เสียงยูอิจิดังเข้ามาขัดจังหวะพอดี โคคิหันไปมองยูอิจิ ตาเขียว ยูอิจิชะงักหน้าตาตกใจตลกเป็นที่สุด แล้วโคคิก็เดินออกมา ชนยูอิจิอย่างแรง จนยูอิจิต้องจับแขนตัวเองด้วยความเจ็บ “อะไรของเค้าน้า อ้า! อาคานิชิ ถูกเค้าไถเงินรึเปล่า” จินส่ายหน้าไปมา “ไม่หรอก ก็ฉันไม่มีเงินจะใช้ด้วยซ้ำ จะมีอะไรให้ไถได้ หมอนั้นมีปัญหาอยู่นะ” ยูอิจิพยักหน้าจนหัวแทบหลุด “ใช่ๆ ปัญหาเยอะมากๆ เค้าน่ากลัวนะ อยู่กับกลุ่มอันธพาลด้วย ตอนแรกก็อยากคุยด้วยแหละ แต่กลัวว่าจะโดนฆ่านะสิ” ทำท่าเหมือนถูกบีบคอซะอย่างงั้น จินหัวเราะออกมา ยูอิจิเป็นเพื่อนคนแรกตั้งแต่มาเรียนที่นี่ เพราะร่าเริงและอารมณ์ดี นิสัยไปกันได้กับจินที่สุดหล่ะรายนี้ “ปัญหาไม่ใช่แค่ตรงนั้น หรอกน่า ถ้าทำให้หมอนั้นเลิกหักปีกตัวเองได้ก็OKแล้ว” ยูอิจิงงเป็นไก่ตาแตก “ปีก? ปีกไรอ่ะ” จินยิ้มเอามือคล้องคอ “ไม่เป็นไรหรอกน่า ปีกนายนะ แข็งแรงจะตายไม่ได้หักแบบเจ้านั้นหรอก!”


ต่อจากนั้นไม่นานจินกับยูอิจิก็มีโอกาสช่วยโคคิจริงๆ วันนั้นขณะที่จินกับยูอิจิไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆรร. โคคิกับกลุ่มเพื่อนๆเกเรเข้ามาในร้าน ยูอิจิรีบดึงให้จินหลบ “นายดึงฉันมาทำไมหล่ะเอ้อ!!" จินถามงงๆ ยูอิจิชี้ให้ดูว่า โคคิกำลังขโมยของกับเจ้าพวกเกเรนั่น จินหน้าตาตื่น “ทำไมไม่เข้าไปห้ามหล่ะ” “ไม่ได้หรอก เรารีบออกจากร้านดีกว่า ฉันไม่อยากมีเรื่องน่ะ” จินทำท่าไม่อยากจะออกไป แต่ยูอิจิก็พยายามลากออกมาจนได้
ยังไม่ทันออกจากร้านดี เสียงสัญญาณก็ดังออกมา ถูกจับได้ซะแล้วนะสิ โคคิกับพวกนั้น แต่ว่า พวกเกเรนั้น โยนของให้โคคิทั้งหมด แล้วหนีเอาตัวรอดไป เจ้าของร้านเลยวิ่งตามโคคิคนเดียว

จินเห็นเข้าก็เลยวิ่งไปที่อีกมุมนึงของตึก “นากามารุ นายวิ่งไปทางนั้นสิเร็วๆ ไปล่อเจ้าของร้านให้ที” จินสั่งยูอิจิ ที่ยืนเอ๋อ แล้วยูอิจิก็บ่นออกมาดังๆ” บ้าจริงๆเลย ว่าจะไม่ยุ่งแล้วเชียวนะ” จินวิ่งไปถึงมุมตึกนึงแล้วก็กระชากโคคิให้หลบเข้ามาด้วยกัน โคคิหน้าตาตื่น จินเอามือจุ๊ๆปากไว้ โคคิหอบเบาลง เจ้าของร้านวิ่งเลยซอกตึกตรงนั้นไป ยูอิจิที่วิ่งมาหน้าตั้งพอพ้นมุมถนนก็แกล้งทำเป็นเดินแบบปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าของร้านผ่านมาก็เรียกยูอิจิมาถามทันที “นี่เห็นเด็กรร.นายบ้างมั้ย ที่ตาขวางๆนะ วิ่งผ่านมาทางนี้น่ะ” ยูอิจิทำท่านึกนิดหน่อยก่อนตอบ “เอ๋!! ผมเห็นนะครับ รู้สึกวิ่งไปทางนู้นแนะครับ เร็วมากเลย ป่านนี้คงไปไกลแล้วมั้ง” เจ้าของร้านเชื่อสนิท วิ่งไปตามทางที่บอกทันที ยูอิจิโล่งอกที่ไม่ถูกจับได้ ค่อยเดินลับล่อๆกลับมาที่เดิม “เฮ อยู่ตรงไหนกัน….ไปแล้วนะ ฉันล่อไปอีกทางแล้ว เฮ”

จินชะโงกหน้าออกมา” ทางนี้ อยู่ตรงนี้ นากามารุ” ยูอิจิวิ่งมาที่ซอกตึก จินหันมายิ้มให้โคคิ “ปลอดภัยแล้วนะ!!”
“นายมาช่วยฉันทำไม บ้ากันไปรึเปล่า” โคคิทำท่าบ่นๆ “อะไรกันช่วยก็ผิดอีก เสี่ยงแทบตาย” ยูอิจิบ่นอุบอิบ โคคิหันมามองสายตาดุๆ ยูอิจิหลบไปข้างหลังจิน “เอาเถอะน่า ก็รู้ว่าไม่ดียังจะทำอีกนะ แล้วดูสิเจ้าพวกนั้นนะ ใช่เพื่อนนายรึเปล่า พอเดือดร้อนก็หนีกันไปหมด” โคคิเถียงไม่ออก รู้สึกเจ็บใจ จริงๆนะแหละพวกนั้น ไม่มีความจริงใจหรอก ดีแต่หลอกใช้เค้าไปวันๆ แต่จะให้ทำไงหล่ะ คนเลวๆอย่างเค้าใครจะยอมเป็นเพื่อนด้วยนอกจาพวกเศษสวะเหมือนๆกัน “อย่ามาพูดเลย พวกนายก็ไม่ใช่เพื่อนฉันเหมือนกันนะแหละ”


“ทำไมจะไม่ใช่หล่ะ ถ้านายต้องการฉันกับนากามารุพร้อมเสมอแหละ นายน่าจะเลือกได้นะ ว่าใครที่สมควรเรียกว่าเพื่อนน่ะ” โคคิไม่อยากเชื่อหูตัวเอง จินยินดีจะเป็นเพื่อนเหรอ แค่การช่วยเหลือเมื่อกี้ก็กินใจพอแล้ว จินไม่เหมือนใคร ไม่รังเกียจเค้า ทั้งๆที่รู้ที่เห็นว่าเค้าเป็นคนเลว เป็นพวกอันธพาล แถมยังขี้ขโมยอีก
“นายสองคนยอมเป็นเพื่อนฉันจริงๆเหรอ” โคคิย้อนถามให้แน่ใจอีกครั้ง จินกับยูอิจิพยักหน้าพร้อมๆกัน ”แต่ว่านายต้องเลิกไปมั่วสุมกับเจ้าพวกนั้นนะ มันไม่มีผลดีอะไรกับตัวนายเลย” โคคิทำหน้าครุ่นคิด “ถ้าไม่ทำแบบนั้นฉันก็ไม่มีเงินใช้นะสิ จะให้ฉันทำไงหล่ะ” “ทำงานไง ทำงานสุจริตก็หาเงินได้นี่นา” ยูอิจิพูดขึ้นมาบ้าง “พูดเป็นเล่นไปได้ ที่ไหนจะรับเด็กแบบฉันเข้าทำงานกัน” “ไม่เป็นไร พ่อฉันรู้จักคนเยอะ น่าจะฝากนายทำงานได้สักที่แหละน่า” ยูอิจิตบไหล่โคคิแรงๆ โคคิหันมามองตาเขียว ยูอิจิหุบยิ้มทันที ท่าทางกลัวๆ “ขอโทษที่ตีไหล่นายแรงไปน่ะ” โคคิยิ้มนิดๆ “ไม่เป็นไร ฉันแค่อยากจะบอกว่าขอบคุณ”


หลังจากนั้นโคคิก็พยายามปรับปรุงตัวเอง เค้าได้ทำงานที่อู่ซ่อมรถ เจ้าของอู่เอ็นดูเค้าเหมือนลูก โคคิเหมือนได้เกิดใหม่กลับมาใช้ชีวิต เป็นเหมือนคนปกติไม่ใช่อันธพาลที่ใครก็เบือนหน้าหนี ที่สำคัญมิตรภาพระหว่างเค้า ยูอิจิ และจิน ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน เค้ามีความรู้สึกว่าจินได้ซ่อมปีกที่หักให้เค้าจริงๆ


“เฮ ! ว่าไงเรื่องปีกนะ นิ่งไปเลยนะ คิดอะไรอยู่” ยูอิจิเอาศอกกระทุ้งเอวโคคิให้ได้สติ โคคิยิ้มกวนๆ “ไม่รู้สิ จินมันอาจจะมองเห็นปีกได้จริงๆละมั้ง” ยูอิจิส่ายหัวไปมา “ไม่จริงละม้างงั้น ตอนนี้เจ้าคาเมนาชิไรนั้นก็ปีกหักอีกคนรึไง” โคคิทำท่าคิดอีก “อาจจะใช่มั้ง เจ้าจินคงเริ่มรักษาปีกอีกละมั้ง ดูๆต่อไปก็แล้วกัน”

CHEPTER 3 END
TO BE CONTINUTE……………


 

 

setstats 1