สายัณต์ ไพชาญจิตต์
หน้าแรก
- ความหมาย
โบราณคดีชุมชน : Community Archaeology หมายความถึง การทำงานโบราณคดีในพื้นที่ของชุมชน โดยคนในชุมชน และประโยชน์ส่วนใหญ่เกิดแก่ชุมชนที่มีแหล่งโบราณคดีและทำงานโบราณคดีนั้น คือเป็นกิจกรรมทางโบราณคดีที่มุ่งให้เกิดสหประโยชน์ทั้งผลได้เรื่ององค์ความรู้ทางด้านวิชาการโบราณคดี ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชุมชน และประโยชน์ทางด้านการพัฒนาชุมชนไปพร้อมๆกัน- เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องมีโบราณคดีชุมชนในประเทศไทย
ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน มีหลักฐานและร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่เมื่อราว 37,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย ในสังคมไทยมีกลุ่มชนหลายวัฒนธรรมอยู่อาศัยร่วมกันอย่างผสมกลมกลืน แต่ก็สามารถรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มไว้อย่างเหนียวแน่นมาเป็นเวลายาวนาน สังคมไทยปัจจุบันจึงมีทรัพยากรวัฒนธรรมมากมายหลายหลากประเภท ทั้งที่เป็นวัตถุทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา โดยเฉพาะหลักฐานทางโบราณคดีและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เหลืออยู่และตกทอดมาจากสมัยก่อน เรียกว่า ทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ นั้นมีจำนวนมากในภูมิภาค และมีอายุเก่าใหม่แตกต่างกันไปทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยได้ถูกทำลายหายสูญไป ไม่สามารถฟื้นฟูบูรณะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังคงเหลืออยู่ ซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมและดูเสื่อมค่าเพราะขาดการทำนุบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม หรือไม่ก็ได้รับการบำรุงรักษาอนุรักษ์และจัดการไม่ถูกวิธี ประกอบกับการพัฒนาประเทศไทยตามแนวการพัฒนากระแสหลักในระยะเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมาได้ละเลยความสำคัญของทรัพยากรดังกล่าว เป็นผลให้สังคมไทยทั้งในภาคเมืองและชุมชนบทขาดภูมิต้านทานทางวัฒนธรรม ถูกครอบงำโดยกระแสวัฒนธรรมจากภายนอกประเทศและวัฒนธรรมโลกที่บ่าไหลเข้ามาตามกระแสโลกาภิวัฒน์ เห็นผลได้ชัดในชุมชนระดับหมู่บ้านและตำบลที่คนท้องถิ่นไม่ได้เอาใจใส่และหลงลืมความสำคัญของทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่อยู่ใกล้บ้านและใกล้ตัว ทำให้สายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชุมชนเสื่อมคลายและเกือบจะสิ้นความสำคัญลงไปในปัจจุบัน
แม้ว่าประเทศไทยจะมีหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำนุบำรุงรักษา ฟื้นฟูบูรณะและสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติ มีกฎหมาย (พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับต่างๆ) และหน่วยงานเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ทำหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างเช่นกรมศิลปากร แต่การปฏิบัติงานก็มีขอบเขตที่จำกัด และไม่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่มีอยู่มากมายให้เกิดประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง เพราะในการบริหารและกระบวนการจัดการที่ผ่านมา ประชาชนไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจในการกำหนดนโยบายและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานใดๆเลย หรือหากมีส่วนร่วมบ้างแต่ก็อยู่ในขอบเขตที่จำกัด กิจกรรมในการจัดการส่วนใหญ่ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐคือ กรมศิลปากร แทบทั้งสิ้น
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ช่วบ้านและประชาชนไม่มีโอกาสร่วมศึกษา พิจารณากำหนดนโยบาย วางแผน และตัดสินใจในการบริหารและจัดการทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ก็เพราะว่าพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ได้รวบอำนาจสงวนสิทธิ์ในทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีไว้เป็นของรัฐส่วนกลาง ให้อำนาจผู้บริหารในภาครัฐคืออธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินใจและสั่งการให้มีการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน และโบราณวัตถุต่างๆทั้งที่ยังคงสภาพอยู่บนผิวดิน ทั้งที่จมฝังอยู่ใต้ดิน ใต้น้ำ หรืออยู่ในพื้นที่ครอบครองของใครก็ตามในราชอาณาจักรไทย
ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่รัฐใช้อำนาจตามพ.ร.บ.โบราณสถานฯ ควบคู่กันมากับการพัฒนาประเทศตามแนวคิดการพัฒนากระแสหลักและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-7 ได้ทำให้ชาวบ้านและภาคประชาชนซึ่งแต่เดิมมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในท้องถิ่นของตนสืบมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด ได้เคยใช้ประโยชน์ในทางความเชื่อ ทางศาสนา และได้ดูแลทำนุบำรุงบูรณะซ่อมแซมตามแบบแผนและฝีมือช่างของตนมาโดยตลอด พากันค่อยๆถอยออกห่างจากทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์เหล่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่รัฐได้ออกสำรวจ ขุดค้นรวบรวมโบราณวัตถุสำคัญ ทำทะเบียนบัญชี ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งก่อสร้างที่เห็นว่าเป็นโบราณสถานของชาติ มีกฎเกณฑ์ข้อห้ามต่อชาวบ้านและภาคประชาชนมิให้เข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ซ่อมแซม หรือปรับปรุงใช้สอยให้สมประโยชน์แห่งชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ หากมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากอธิบดีกรมศิลปากร ชาวบ้านและประชาชนทั่วไปก็พากันเข้าใจว่า ทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่ตนเองเคยใช้ประโยชน์หรือครอบครองอยู่นั้น ได้กลายเป็นของรัฐไปตามกฎหมายแล้ว ดังนั้นเมื่อมีกรณีคนร้ายลักลอบขุดหาสมบัติหรือโบราณวัตถุตามแหล่งโบราณคดี หรือขุดทำลายพระเจดีย์ ลักของในกรุ หรือโบราณสถานแห่งใดชำรุดเสียหายก็ปล่อยไปตามยถากรรม ไม่ใคร่จะใส่ใจระวังช่วยป้องกันด้วยคิดกันว่าเป็นของของรัฐ เป็นของของหลวง เป็นหน้าที่ของรัฐ เป็นหน้าที่ของหลวงที่ต้องดูแลป้องกันเอาเอง ประกอบกับในกระบวนการพัฒนาประเทศระยะ 40 ปีที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นการพัฒนาสิ่งก่อสร้าง ถนนหนทาง และส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเพื่อการค้าขาย มีการขายพื้นที่ทำกิน พื้นที่ก่อสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนความพยายามในการพัฒนาพื้นที่ชนบทให้มีความเจริญเหมือนกับในเมือง เป็นผลให้โบราณสถาน แหล่งโบราณคดีต่างๆที่ชาวบ้านไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือมองว่าไม่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ได้ถูกทำลายและเปลี่ยนสภาพไปเป็นจำนวนมาก โดยที่หน่วยงานของรัฐก็ไม่สามารถทำการป้องกันแก้ไขได้ทันกับอัตราเร็วของการทำลายและการเสื่อมสภาพ
ต่อหน้าที่ 2
สารบัญ | ไปหน้าที่ 1 |
2 |
3 |