สายัณต์ ไพชาญจิตต์
หน้าสุดท้าย
โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ เป็นทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างสูง และได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างแพร่หลายในสองสามทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะเร่งให้มีการนำทรัพยากรในส่วนที่ยังเหลืออยู่ออกมาใช้อีกมากมาย ตามการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (Eco-tourism)
![]()
แม้ว่าการใช้ทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดผลดีและผลได้ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศและท้องถิ่นเป็นตัวเงินจำนวนมาก แต่ก็ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบและเกิดความเสียหายต่อทรัพยากรดังกล่าวมากมายด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะการจัดการเกือบทั้งหมดยังอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐแทบทั้งสิ้น ประชาชนในท้องถิ่นแทบจะไม่มีบทบาทในการตัดสินใจว่าสมควรจะใช้ทรัพยากรใดๆ เพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหรือไม่ และประชาชนในท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของร่วมในทรัพยากรนั้นไม่ได้มีส่วนร่วมในการการจัดการโดยตรง การใช้ทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวจึงไม่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งแก่ท้องถิ่น ชุมชนเมือง หรือชนบทเท่าที่ควรจะเป็น
จากปรากฏการณ์และสภาพปัญหาข้างต้น ผู้เขียนจึงมีแนวคิดว่า การทำงานโบราณคดีทั้งในเรื่องของการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ทางวิชาการและการอนุรักษ์พัฒนาแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน หรือทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอื่นๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ จำเป็นที่จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการให้มากขึ้นในทุกขั้นตอน
หากเราเชื่อมั่นว่างานโบราณคดีเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศ งานโบราณคดีชุมชนก็คือ การนำเอาระเบียบวิธีและกระบวนการทำงานทางโบราณคดี และการอนุรักษ์เชิงพัฒนามาผสมผสานแนวคิดและปรัชญาของการพัฒนาชุมชนที่ว่า คนนั้นไม่ควรเป็นเพียงผู้รับผลแห่งการพัฒนา แต่ควรจะเป็นผู้กำหนดหรือเป็นผู้กระทำการพัฒนา ดังนั้น จึงควรจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาพลังความสามารถ ความคิดริเริ่ม การพึ่งตนเอง และการมีส่วนร่วมของคนในทุกขั้นตอนของงาน และการทำงานโบราณคดีกับกลุ่มคนทั้งฝ่ายรัฐ นักวิชาการ และชาวบ้านจะก่อให้เกิดผลดีอย่างกว้างขวางและประสบผลสำเร็จอย่างราบรื่นรวดเร็ว
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานโบราณคดีจากเดิมที่กระทำโดยนักโบราณคดีสังกัดกรมศิลปากร หรือนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร หรือนักโบราณคดีที่รับจ้างกรมศิลปากรฝ่ายเดียว มาเป็นการทำงานโดยมีชาวบ้าน ประชาชน นักวิชาการ ผู้นำชุมชนและองค์กรอื่นๆในท้องถิ่นร่วมด้วยนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องมีการปรับท้ศนคติและวิธีการดำเนินงานในส่วนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐหลายอย่าง กล่าวคือ เจ้าหน้าที่จะต้องยอมรับศักยภาพและศักดิ์ศรีของชาวบ้าน จะต้องปรับบทบาทของตนจากที่เคยคิดเอง กำหนดนโยบายเอง ตัดสินใจเอง บริหารจัดการเอง มาเป็นการที่ต้องให้ชาวบ้านเข้ามาช่วยคิด ต้องฟังชาวบ้านพูด ต้องยอมรับความต้องการของชาวบ้านบ้าง จะต้องทำงานด้วยความโปร่งใสเพราะมีชาวบ้านคอยตรวจสอบ และนักโบราณคดีของรัฐจะต้องปรับบทบาทไปเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการและเทคนิคมากขึ้น ทั้งยังจะต้องถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ และทักษะต่างๆในการปฏิบัติงานทางโบราณคดีให้ชาวบ้านได้เรียนรู้จนสามารถทำงานได้เองในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังจะต้องปรับทัศนคติและสร้างจิตสำนึกของชาวบ้านในเรื่องความรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในชุมชนของตน (อย่างที่เคยมีและเคยเป็นในอดีต) และเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มที่จะทำงานโบราณคดีชุมชน ฯลฯ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงและการดำเนินงานในกิจกรรมดังกล่าวจะต้องใช้ความจริงใจ ใช้เทคนิควิธีการที่พอเหมาะพอดีสมควร และใช้ระยะเวลาในการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลานานพอสมควรจึงจะประสบความสำเร็จ และเชื่อมั่นว่าเมื่อชาวบ้านและประชาชนในท้องถิ่นมีความเข้าใจ มีทักษะและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ได้เองภายใต้กรอบเกณฑ์ของกฎหมายแล้ว ก็จะเป็นการแบ่งเบาภารกิจที่กรมศิลปากรและหน่วยงานของรัฐอื่นๆที่รับผิดชอบอยู่ลงไปได้มาก บรรดาทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานต่างๆที่มีอยู่มากมายในชุมชนท้องถิ่นต่างๆก็จะได้รับการดูแลเอาใจใส่โดยชุมชน ได้รับการปกปักพิทักษ์รักษาและใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากชาวบ้านและประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ
ประโยชน์ส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะพึงได้พึงมีก็น่าจะอยู่ที่ตัวของชาวบ้านเองที่จะได้ความอิ่มเอมใจเป็นลำดับต้น ชาวบ้านได้ภาคภูมิใจในแหล่งโบราณคดี โบราณสถานหรือทรัพยากรฯที่เป็นหน้าเป็นตาของชุมชน เป็นชื่อเสียงของหมู่บ้านที่ใครๆก็ชื่นชมกล่าวถึงในทางที่ดี และอาจจะได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งทัศนศึกษาที่ก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจของชุมชน ซึ่งแม้จะยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา แต่ก็เป็นมรรควิถีหนึ่งที่จะนำพาชุมชนไปสู่ความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ภายใต้วัฒนธรรมไทยที่สืบมาแต่อดีตนั่นเอง
กลับหน้าที่ 2
สารบัญ | ไปหน้าที่
1 |
2 | 3 |