แนวคิดโบราณคดีชุมชน

สายัณต์ ไพชาญจิตต์

หน้าที่ 2

จากสภาพปัญหาดังกล่าว สมาชิกสภาร่างรัฐธรมนูญได้ตระหนักถึงความสำคัญของชุมชนท้องถิ่นว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำหน้าที่พิทักษ์รักษา ดูแลและใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในท้องถิ่นของตนดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 จึงมีบทบัญญัติที่สนับสนุนและเปิดโอกาสให้ชุมชนในท้องถิ่นมีสิทธิ์และโอกาสในการจัดการทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีได้ ดังปรากฏใน

มาตรา 46 "บุคคล ซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิ์อนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญา ศิลปะ หรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น"

ประกอบกับแนวนโยบายการกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินออกไปสู่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆ จะเปิดโอกาสให้ประชาชนและบุคลากรในท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากขึ้นเป็นลำดับ ดังปรากฏใน ร่างพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หมวด 2 มาตรา 16 กำหนดให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง (11) การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

มาตรา 17 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบกรบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง (20) การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ และใน

มาตรา 21 กำหนดว่าบรรดาอำนาจและหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐตามกฎหมาย รัฐอาจมอบอำนาจและหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการแทนได้

โบราณคดีชุมชน ซึ่งในปัจจุบันได้มีกลุ่มประชาชน ชุมชน องค์กรอนุรักษ์ องค์กรเอกชน และเครือข่ายชุมชนในท้องถิ่นต่างๆเริ่มตระหนักถึงปัญหาทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ถูกทำลาย และปัญหากรจัดการที่ไม่เหมาะสม ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดการในระดับต่างๆ มากขึ้น และมีรูปแบบวิธีการในการจัดการแตกต่างกันออกไป แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากการจัดการทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นงานที่ดำเนินการโดยภาครัฐมาโดยตลอด และยังมีกฎหมายสงวนอำนาจในการจัดการไว้ที่การบริหารราชการส่วนกลาง (อธิบดีกรมศิลปากร) เท่านั้น ประกอบกับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่น ชุมชนพื้นถิ่น ตลอดจนผู้ที่จะมีบทบาทและหน้าที่ในการบริหารและจัดการทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในองค์กรต่างๆ ยังขาดความรู้ความเข้าใจและขาดทักษะในการดำเนินงานในภาคปฏิบัติ

ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้แนวโน้มการพัฒนาประเทศไทยในทศวรรษ พ.ศ.2543-2552 จะต้องเน้นเรื่องการพัฒนาเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) วางรากฐานการพัฒนาเชิงอนุรักษ์และการพัฒนาแบบยั่งยืนเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมในระยะยาวควบคู่กันไป การพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวและลดลง เพราะเหตุผลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความล่าช้าในกระบวนการตัดสินใจในระบบประชาธิปไตยที่ต้องฟังเสียงคนส่วนมาก กรส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย และจะเน้นการพัฒนาชุมชนในชนบทให้เข้มแข็งตามแนวทางการพัฒนาที่นำไปสู่การพึ่งตนเองตามแนวทฤษฎีใหม่ของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสำคัญ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะได้รับการส่งเสริมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทสไทย จะมีการนำทรัพยากรท่องเที่ยวประเภทต่างๆที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเร่งรีบในระยะสั้นๆ การประชาสัมพันธ์ปีท่องเที่ยวไทยตามโครงการ Amaizing Thailand ทำให้จังหวัดและชุมชนในท้องถิ่นต่างๆเร่งทำการค้นหาทรัพยากรท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ได้รับควมสนใจมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน และมีความพยายามในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวกันอย่างรีบเร่งโดยขาดการวางแผนด้านการจัดการที่เหมาะสม และก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรดังกล่าว

กลับหน้าแรก | ต่อหน้าสุดท้าย

สารบัญ | ไปหน้าที่ 1 | 2 | 3 |