|
สงครามเลิกทาสเมืองมะริกัน
ศึกระหว่างรัฐฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ปี ค.ศ.1861-1865 (The American Civil War) เป็น โศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ ทางประวัติศาสตร์อเมริกัน หากมาทบทวนดูทีไรก็รู้สึกว่าเมืองไทยเราโชคดีเหลือเกิน ที่เลิกทาสได้โดยไม่เสีย
เลือดเนื้อ อันที่จริงเหตุของสงครามคราวนี้ดูจะมีหลายๆเรื่องผสมผสานกันอยู่ แน่นอนที่ว่าการมีทาสหรือการ แบ่งแยกสีผิวเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ผิดศีลธรรมคำสอนของศาสนาในสายตาของชาวเหนือนั้น ไม่ควรจะเป็นเรื่อง
ถึงกับต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธเข่นฆ่าพี่น้องร่วมชาติกันเลย เหตุสำคัญที่ผมเชื่อว่าเป็นพื้นฐานของปัญหาคารา คาซังต่างๆในโลกรวมทั้งเหตุการณ์นี้กลับเป็นเรื่องของปากท้องต่างหาก
ครับการจะให้เลิกทาสในอเมริกา ก็เหมือนไปทุบหม้อข้าวของชาวใต้ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมทำไร่ฝ้าย ใช้แรงงานทาสผิวดำต้นทุนต่ำ (น่าจะเรียกว่าไม่มีต้นทุนแรงงานด้วยซ้ำไป เพราะไม่ต้องจ่ายเงินเดือนแถมทาส
ออกลูกมาช่วยงานหรือขายเอาเงินค่าตัวได้ซะด้วย) รัฐทางใต้ของอเมริกาจึงเคยเป็นแหล่งผลิตฝ้ายและสิ่งทอ ราคาถูกออกไปตีตลาดทั่วโลก ทำความมั่งคั่งอย่างมากแก่ผู้เกี่ยวข้อง อยู่ๆชาวรัฐทางเหนือซึ่งถนัดการอุตสาหกรรม
และการค้ามาบอกว่าให้เลิกเสียเถิดแล้วจะไปทำอะไรกิน จะรักษาสถานะชาวใต้อันมีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้ละหรือ นึกกันเล่นๆนะครับถ้ารัฐทางใต้เขาเห็นดียอมเลิกทาสแล้วยังจ้างคนผิวดำทำงานต่อ ต้นทุนการผลิตก็จะไม่ต่ำ
อย่างเดิมท้ายที่สุดก็จะเสียตลาดไปอยู่ดี พอมีเรื่องสะกิดใจกันไปบ่อยๆระหว่าง 2 กลุ่มพลังความคิดเข้าก็กลาย เป็นความโกรธเคืองและลามปามถึงกับรบกันจนได้
ที่ยอมเสียเวลาย้อนยุคไปพอสมควรเพราะอยากให้เห็น 2 ประการ ประการแรกความแตกต่างในเรื่องระบบ เศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ตลอดจนแนวความคิดของทั้งสองฝ่ายมีผลต่อยุทธวิธีการรบและ
การหาอาวุธที่ใช้แต่ละฝ่ายซึ่งจะกล่าวในบทต่อๆไป
อีกเรื่องคือต้องการให้เห็นว่าหากล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 จะทรงยกเลิกทาส ทุบหม้อข้าวบรรดานายทาส (มูลนาย) ทันทีก็คงไม่พ้นต้องเลือดตกยางออกเหมือนกัน การที่ทรงมีโอกาสศึกษาตัวอย่างที่เกิดแก่อเมริกาเพียง 3 ปี
ก่อนทรงครองราชสมบัติในปี ค.ศ.1868 และกอรปกับทรงมีพระเมตตาต่อราษฎรทุกชั้นวรรณะไม่อยากให้เดือด ร้อนกับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ แม้ว่าทรงมีพระราชประสงค์ตั้งแต่ครองราชสมบัติ ตอนนั้นยังไม่ทรง
บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ทำให้พระราโชบายเลิกทาสโดยละมุนละม่อมของไทยใช้เวลานานถึง 31 ปี
|