โดยทั่วไปพระระเบียง
มักจะสร้างขึ้นล้อมรอบพระสถูป เจดีย์ พระอุโบสถ
หรือพระวิหาร ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และเดินประทักษิณ
แต่สำหรับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระระเบียง เป็นอาคารที่สร้างขึ้นโอบล้อม
อาคารทุกหลัง ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ให้แยกจากเขตพระราชฐาน
ของพระบรมมหาราชวัง ยกเว้นแต่พระปรางค์ ๖ องค์ด้านทิศตะวันออกเท่านั้น
|
 |
สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้า
ฯ ให้สร้างพระระเบียงขึ้นพร้อม ๆ กับพระอุโบสถและหอพระมณเฑียรธรรมองค์เดิม
แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในปีใด ต่อมาใน พ.ศ.
๒๓๓๑ หอพระมณเฑียรธรรมองค์เดิมถูกไฟไหม้ จึงโปรดเกล้า
ฯ ให้สร้างหอพระมณเฑียรธรรมขึ้นใหม่ โดยย้ายไปสร้างที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระอุโบสถ
แล้วขยายพระระเบียงออกไปทางด้านทิศเหนือตามแนวที่ปรากฏในปัจจุบัน
ฉะนั้นการสร้างพระระเบียงอาจจะสร้างขึ้นเป็น ๒ ครั้ง
หรือสร้างครั้งเดียวพร้อม ๆ กับการขยายเขตวัดก็เป็นได้
ในการขยายพระระเบียงครั้งนี้ โปรดเกล้า ฯ ให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์โดยรอบพระระเบียง
เริ่มต้นตั้งแต่ประตูด้านทิศเหนือที่ขยายใหม่ เวียนไปทางด้านทิศตะวันตก
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่
๓ เนื่องจากพระระเบียงชำรุดทรุดโทรม และภาพเขียนเรื่องรามเกียรติ์ลบเลือน
จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ซ่อมแซมพระระเบียง และเขียนภาพเรื่องรามเกียรติ์ใหม่หมด |
 |
สมัยรัชกาลที่
๔ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า
ฯ ให้สร้างพระพุทธปรางค์ปราสาทและพระศรีรัตนเจดีย์ ขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังของพระมณฑป
พร้อมทั้งถมฐานทักษิณของพระมณฑป ขยายเป็นไพทีร่วมของอาคารทั้ง
๓ หลัง ในการขยายเป็นฐานไพทีครั้งนี้ ทำให้เป็นฐานที่มีขนาดใหญ่กินพื้นที่ยาวเลยไปจดพระระเบียงของเดิม
ทั้งทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จึงโปรดเกล้า ฯ
ให้ขยายระเบียงออกไป โดยด้านทิศตะวันออกได้โอบล้อมเอาพระปรางค์หน้าวัดไว้ในวงพระระเบียง
๒ องค์ ส่วนด้านทิศตะวันตกขยายไปในสนามหน้าวัด ในการขยายพระระเบียงครั้งนี้โปรดเกล้า
ฯ ให้สร้างซุ้มประตูและพลับพลาเปลื้องเครื่องไว้ที่ซุ้มประตูที่ทำใหม่ทั้ง
๒ ด้าน ซุ้มประตูด้านทิศตะวันออกทำเป็นซุ้มยอดทองมงกุฎประดับกระเบื้องเคลือบ
มีพลับพลาเปลื้องเครื่องพร้อมกับเกยอยู่ ๒ ด้าน ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกทำเป็นซุ้มประตูหลังคาจตุรมุข
มีพลับพลาเปลื้องเครื่องพร้อมกับเกยอยู่ด้านเดียว นอกจากนี้ยังโปรดเกล้า
ฯ ให้ประดับกระเบื้องตลอดพระระเบียง
สมัยรัชกาลที่
๕ เพื่อเตรียมงานสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี โปรดเกล้า ฯ
ให้ซ่อมพระระเบียงและซุ้มประตูทางเข้าทั้งหมด ต่อจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ได้ทรงมีพระราชดำริไว้
โดยโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี
กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์
กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงแบ่งงานกับควบคุมการซ่อมพระระเบียงทั้งหมด
ในการซ่อมครั้งนี้ได้เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคา เปลี่ยนตัวไม้เครื่องบนที่ชำรุด
ทำช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ใหม่แล้วลงรักปิดทองประดับกระจก
ซ่อมหน้าบันและลงรักปิดทองประดับกระจก คันทวยที่ยังขาดอยู่ก็โปรดเกล้า
ฯ ให้ทำเพิ่มเติมและซ่อมคันทวยของเก่าทั้งหมดพร้อมทั้งลงรักปิดทอง
ซ่อมเพดานปิดทองฉลุลาย ปูพื้นหินอ่อนรอบพระระเบียง รวมทั้งซ่อมและปั้นบัวปลายเสาที่ยังค้างอยู่ให้สำเร็จบริบูรณ์
ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเป็นภาพรามเกียรติ์ที่เขียนขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่
๓ ในรัชกาลที่ ๔ นี้ส่วนใดที่ชำรุดก็โปรดเกล้า ฯ ให้ลบออกเขียนใหม่หมด
โดยมีพระอาจารย์ลอยวัดสุวรรณาราม เป็นแม่กองร่างด้านสมเด็จ
ฯ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ และพระอาจารย์แดงวัดหงส์รัตนาราม
เป็นแม่กองร่างด้านสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
นอกจากนั้นยังโปรดเกล้า ฯ ให้บูรณะยักษ์ยืนประตูประดับกระเบื้องที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่
๓ พร้อมทั้งปั้นเพิ่มขึ้นอีก ๒ คู่ รวมเป็น ๖ คู่ด้วยกัน
เพื่อเตรียมการฉลองพระนครครบ
๑๕๐ ปี ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดทั่วทั้งพระระเบียง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการหล่อเชิงผนังเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อป้องกันความชื้น
ซึ่งเป็นการนำเอาเทคนิคการบูรณะแผนใหม่เข้ามาใช้ในประเทศไทย
สร้างรั่วเหล็กกั้นภาพฝาผนังทั้งหมด และปรับพื้นปูศิลาใหม่
ในรัชกาลปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๑๓ สำนักพระราชวังได้ดำเนินการซ่อมซุ้มประตูพระระเบียง
พร้อมทั้งเขียนภาพลายรดน้ำและภาพทวารบาลที่ซุ้มประตู
ซ่อมทาสีเพดานปิดทองฉลุลายใหม่ตลอดแนวพระระเบียง นอกจากนั้นได้ทำการปรับปรุงฝาผนังเพื่อป้องกันความชื้นด้วยเทคนิคแผนใหม่
เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในบางช่วงที่ชำรุดขึ้นใหม่ และบูรณะบางภาพให้สมบูรณ์เหมือนของเดิม
ในการนี้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลออกค่าใช้จ่ายโดยเสด็จพระราชกุศล.