ตั้งอยู่ส่วนกลางของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีซุ้มประดิษฐานเสมาทั้ง ๔ มุมและตอนกลางของกำแพงอีก
๔ ซุ้ม รวม ๘ ซุ้ม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้า
ฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๒๖ เพื่อประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
(แก้วมรกต) ที่พระองค์ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทร์ ตั้งแต่
พ.ศ. ๒๓๒๒ ในการสร้างพระอุโบสถหลังนี้ใช้เวลา ๓ ปี สำเร็จเรียบร้อยลงใน
พ.ศ. ๒๓๒๘
ต่อมาเมื่อประมาณ
พ.ศ. ได้เกิดเพลิงไหม้บุษบกทรงพระแก้วมรกตซึ่งโปรดเกล้า
ฯ ให้ซ่อมขึ้นใหม่ให้ทันฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปลายรัชกาล
(รอยไฟไหม้ครั้งนี้ยังปราฏให้เห็นที่ไม้แกนของบุษบก เมื่อมีการซ่อมครั้งใหญ่หลังฉลองกรุงรัตนโกสินทร์
๒๐๐ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕)
หลักฐานการก่อสร้างและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม
ของพระอุโบสถในรัชสมัยนี้ไม่ชัดเจนนัก นอกจากบ่งไว้ว่า
ฝาผนังรอบนอกเป็นลายรดน้ำปิดทองรูปกระหนกเครือแย่งทรงข้าวบิณฑ์ดอกใน
บนพื้นสีชาด ฝาผนังด้านในเหนือประตูด้านสกัดเป็นภาพเรื่องมารวิชัยและเรื่องไตรภูมิ
ส่วนฝาผนังด้านยาวเขียนภาพเทพชุมนุมตามแบบที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา
ฝาผนังระหว่างหน้าต่างเขียนภาพเรื่องปฐมสมโพธิ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ
พระทวารกลาง
เป็นพระทวารใหญ่สูง ๘ ศอกคืบ กว้าง ๔ ศอกคืบ ตัวบานเป็นบานประดับมุกลายช่องกลม
ส่วนพระทวารข้างเป็นทวารรองสูง ๗ ศอก กว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ
๑๐ นิ้ว ตัวบานเป็นบานประดับมุกกลายเต็ม ซึ่งบานพระทวารทั้ง
๒ แห่งนี้ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ประทานความเห็นว่า
เป็นฝีมือที่น่าชมยิ่ง ตั้งใจทำแข่งกับบานที่ทำครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกษฐ์
ซึ่งอยู่ที่วิหารยอด
สมัยรัชกาลที่
๒ ไม่ปรากฏหลักฐานการบูรณะหรือปฏิสังขรณ์พระอุโบสถแต่อย่างใด
อาจจะเนื่องจากพระอุโบสถได้สร้างเสร็จในระยะไม่นานนักและยังไม่มีการชำรุดทรุดโทรม
สมัยรัชกาลที่
๓ หลังจากที่พระอุโบสถได้สร้างมาแล้วประมาณ
๕๐ ปี คงจะมีการชำรุดเสียหายเกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้า
ฯ ให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๗๔ โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ
กรมหมื่นศรีสุเทพ และพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นไกรสรวิชิต
เป็นผู้อำนวยการซ่อม การบูรณะปฏิสังขรณ์ในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านการตกแต่งทั้งภายใน
และภายนอกพระอุโบสถ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ภาพนอกพระอุโบสถ
โปรดเกล้า
ฯ ให้เปลี่ยนตัวไม้เครื่องบนใหม่และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผาเคลือบสี
โดยมีพื้นหลังคาสีน้ำเงิน มีลวดสีเหลืองและมีเชิงเป็นสีแดง
กระเบื้องเหล่านี้ผลิตขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
ผนังด้านนอกซ่อมแปลงจากลายรดน้ำพุ้มข้าวบิณฑ์
พื้นชาดเป็นลายกกระหนกก้านแย่งทรงข้าวบิณฑ์ดอกใน ทำด้วยดินเผาปิดทองประดับกระจกสีเหลือง
ส่วนที่ฐานปัทม์ตั้งรูปครุฑยุดนาคทรงเครื่องรูปสังวาล
จำนวน ๑๑๒ ตัวโดยรอบ ตอนล่างบุกระเบื้องเคลือบเขียนลายต้นไม้ดอกไม้แบบจีน
กระเบื้องเหล่านี้ล้วนสั่งมาจากเมืองจีนทั้งสิ้น
เสาหานและเสานางเรียงรอบพระอุโบสถประดับกระจกเป็นดอกสี่กลีบ
ที่ครีบเสาปั้นปูนเป็นลายรักร้อยปิดทองประดับกระจกเป็นกระหนกกาบพรหมศร
ส่วนที่เสาหานเป็นเสาเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ทำเป็นฐานปัทม์ทรงเครื่อง
ที่หน้ากระดานฐานปัทม์ประดับกระเบื้องเคลือบเขียนลายดอกไม้จีนรูปผูกเป็นก้านแย่งขบวนไทย
บานพระบัญชรด้านนอก
โปรดเกล้า ฯ ให้ประดับมุกแกมเบื้อเจือกระจก เป็นรูปกระหนกก้านแย่งดอกในทรงข้าวบิณฑ์
ในผนังช่องกบเขียนลายทองเป็นรูปเทวดาถือพระขรรค์มีต้นไม้เทศลายกำมะลอ
เพดานพระบัญชรซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นชาดปิดทองลายก้านแย่งดอกสี่กลีบ
ให้เปลี่ยนเป็นประดับกระจกสีขาวลายแบบเดิม ส่วนบานพระบัญชรด้านใน
โปรดเกล้า ฯ ให้เขียนลายรดน้ำปิดทองเป็นลายก้านแย่งประจำยาม
ทรงข้าวบิณฑ์ดอกในบนพื้นสีชาด ผนังกบด้านในเขียนต้นไม้เทศสีขาว
นอกจากนั้นยังโปรดเกล้า ฯ ให้ถักลวดทองเป็นตาข่ายติดที่ช่องพระบัญชรโดยรอบ
ผนังกบทั้งซ้ายขวาของพระทวารทั้ง
๖ บาน เขียนรูปจีนลายกำมะลอเป็นรูปเซี่ยวกางใส่เกราะ ถือง้าว
ยืนยกเท้าเหยียบสิงโต เพดานซุ้มจรนำของพระทวารด้านนอกเขียนลายรดน้ำเครือแย่ง
มีดอกจอกใหญ่ ๓ ชั้นอยู่กลาง ดอกจอกเล็กรายรอบ
บันไดทางขึ้นพระอุโบสถทั้งที่มุขหน้าและมุขหลัง
โปรดเกล้า ฯ ให้ประดับกระเบื้องเคลือบเขียนลายที่ขั้นบันได
ส่วนที่พื้นบันไดปูด้วยหินเป็นลายบัว
ส่วนการตกแต่งอื่น
ๆ ได้แก่ การนำสิงโตสำริดซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่มณฑปมาประดับที่อัฒจันทร์ทางขึ้นพระอุโบสถ
อัฒจันทร์ละ ๒ ตัว สิงโตเหล่านี้กล่าวกันว่านำมาจากเมืองบันทายมาศประเทศเขมร
๒ ตัว และไทยได้หล่อเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ ตัว ที่เฉลียงมุขหน้าและหลังของพระอุโบสถตั้งกลองมหาเภรี
ตรงกับพระทวารทั้งซ้ายและขวาอย่างละคู่ นอกจากนั้นยังโปรดเกล้า
ฯ ให้สร้างราวเทียนสูง ๒ ศอก จำนวน ๖๒ เสาเรียงรายรอบฐานปัทม์ของพระอุโบสถ
มีทหารจีนเคลือบสีสูง ๓ ศอกถือง้าว ใส่เสื้อเกราะยืนอยู่ริมราวเทียนประจำทั้งสี่มุม
ด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถ
โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งเสาใต้จำนวน ๘ ต้น ทำด้วยหินสูง ๔
ศอก มีฐานหินรองรับ ที่ปลายเสามีแป้นสำหรับตั้งโคมจุดประทีปบูชา
ส่วนที่มุขหน้าพระอุโบสถ นอกจากนั้นกระถางเคลือบปลูกบัวและต้นไม้ดอกไม้
และภูเขาจำลองแล้ว ยังตั้งศิลาสลักรูปไกรทองและนางวิมาลาคู่หนึ่ง
เจ้าเงาะและนางรจนาคู่หนึ่ง มุขหลังพระอุโบสถมีภูเขาจำลองตั้งรูปฤาษีนั่งบนแท่น
รูปหนุมานและนางสุพรรณมัจฉาคู่หนึ่ง พระอุณรุทและนางกินรีคู่หนึ่ง
ที่สองข้างประตูกำแพงแก้วทั้งสี่ประตู ตั้งรูปงิ้วศิลาสลักรวม
๘ ตัว
ภายในพระอุโบสถ
เนื่องด้วยที่ประดิษฐานพระมหามณีรัตนปฏิมากร
เดิมตั้งบุษบกทองคำต่อกับฐานชุกชี และมีพระพุทธรูปฉลองพระองค์ตั้งบังอยู่
จึงโปรดเกล้า ฯ ให้นำไม้ที่สร้างเป็นเบญจารองรับพระโกศพระบรมศพรัชกาลที่
๒ มาสร้างขึ้นเป็นเบญจาสูง ๓ ชั้น หนุนบุษบกทองคำให้สูงขึ้นดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้
ที่ฐานบุษบกโปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปฉลองพระองค์ประดิษฐานไว้ทั้งสี่มุม
ส่วนที่กลางย่อเก็จทำเป็นฐานบัวตั้งพระพุทธรูปปางสมาธิ
๒ องค์ ทางด้านทิศเหลือและทิศตะวันออก และพระพุทธสีหิงค์องค์เดิมตั้งไว้ทางด้านทิศใต้
พระพุทธสีหิงค์องค์จำลองตั้งไว้ด้านทิศตะวันตก พร้อมทั้งประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์
ถวายพระนามว่าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและพระพุทธเลิศหล้าสุราลัย
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างขึ้นอุทิศถวายพระอัยกา
และพระบรมชนกนาถแทนพระเชษฐบิดรแห่งกรุงศรีอยุธยา ลักษณะเป็นพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องต้นอย่างพระเจ้าจักรพรรดิ์
ทำด้วยสัมฤทธิ์หุ้มทองคำ ลงยาราชาวดีประดับด้วยเนาวรัตน์อันมีค่า
แล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระเมาลีทั้งสองพระองค์
ผนังภายในโปรดเกล้า
ฯ ให้ลบภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านยาวออกทั้งหมด และเขียนภาพใหม่ตอนบนซึ่งแต่เดิมเป็นภาพเทพชุมนุมเปลี่ยนเป็นภาพปฐมสมโพธิ
ส่วนผนังตอนล่างระหว่างหน้าต่าง ซึ่งแต่เดิมเขียนเรื่องปฐมสมโพธิเปลี่ยนเป็นเรื่องพุทธชาดก
ส่วนจิตรกรรมฝาผนังด้านสกัดทั้งสองด้านยังคงไว้เช่นเดิม
เชิงผนังใต้หน้าต่างด้านทิศเหนือเขียนภาพริ้วกระบวนพยุหยาตราสถลมารค
เชิงผนังด้านทิศใต้เขียนรูปเรือกิ่ง เรือรูปสัตว์ เรืองดั้ง
เป็นกระบวนพยุหยาตราสถลมารค เชิงผนังต่อกับพื้นประดับด้วยกระเบื้องเคลือบแบบจีนโดยรอบ
ส่วนที่พื้นโปรดเกล้า ฯ ให้ขัดลวยทองเหลืองเป็นเส้นแบบสานเสื่อปูพื้นพระอุโบสถ
เหนือพระทวารและพระบัญชรโปรดเกล้า
ฯ ให้ติดตั้งกระจกเงาขนาดต่าง ๆ บนทับหลังพระทวาร ๆ ละ
๓ บาน และบนทับหลังพระบัญชร ๆ ละ ๓ บาน
สมัยรัชกาลที่
๔ การบูรณะและปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ส่วนใหญ่จะเป็นการเสริมในรายละเอียดของการตกแต่งให้งดงามยิ่งขึ้น
หรือซ่อมแซมส่วนที่เสียหายได้แก่ บานพระบัญชร ซึ่งแต่เดิมเป็นบานประดับมุกแกมเบื้อ
โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนเป็นบานมุกทั้งบาน รูปเซี่ยวกางที่ผนังช่องกบพระทวารและพระบัญชร
ซึ่งเดิมเป็นลายเขียนแก้เป็นลายปั้นปิดทองประดับกระจก
เปลี่ยนพื้นพระอุโบสถเป็นปูด้วยแผ่นทองเหลืองหนาครึ่งนิ้วเพื่อให้ขัดง่าย
และเปลี่ยนกระเบื้องที่เชิงไพทีและเชิงผนังรอบพระอุโบสถ
ประดับกระเบื้องลายใหม่ เขียนภาพจิตรกรรมที่ผนังด้านยาวของพระอุโบสถใหม่หมด
ยกเว้นแต่ผนังด้านสกัดทั้งสองด้านซึ่งเป็นภาพเรื่องมารผจญและภาพเรื่องไตรภูมิ
ฝีมือพระอาจารย์นาคแห่งวัดระฆังโฆสิตาราม
สมัยรัชกาลที่
๕ พระอุโบสถเป็นอาคารหลังเดียวที่ยังอยู่สภาพดี
จึงมีการบูรณะเป็นส่วนน้อยเช่นปูแผ่นทองเหลืองที่พื้นพระอุโบสถใหม่หมด
ซ่อมลายปั้นที่ผนังและเขียนสีลงรักปิดทองภายนอกพระอุโบสถทั้งหมด
ประดับศิลาที่ฐานชุกชีและซ่อมแซมช่อฟ้าใบระกา และหลังคาซึ่งค้างอยู่จนเสร็จบริบูรณ์
ถวายเครื่องบูชา เช่น ธรรมาสน์หินอ่อนสีขาว ที่ทำมาจากประเทศอิตาลี
ฯลฯ
สมัยรัชกาลที่
๖ โปรดเกล้า ฯ ให้ซ่อมเครื่องทองคำในพระอุโบสถคือ
บุษบกที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่
๑ และรัชกาลที่ ๒ และพระพุทธรูปทรงเครื่องอื่น ๆ ในพระอุโบสถ
ซ่อมจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถบ้างเล็กน้อย และแก้ไขขั้นบันไดทางขึ้นพระอุโบสถให้เตี้ยลงเพื่อสะดวกแก่การขึ้นลงและปูด้วยหินอ่อน
ถวายเครื่องบูชาเช่นเดียวกัน เช่น เชิงเทียนเป็นรูปวชิราวุธ
ฯลฯ
สมัยรัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนตัวไม้โครงหลังคาที่ชำรุดเสียหาย
เปลี่ยนกระเบื้องที่แตกมุงใหม่ ซ่อมช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ที่ชำรุดเสียหายเปลี่ยนใหม่
พร้อมทั้งลงรักประดับกระจกใหม่ เพดานและไขราทาสีชาด ปิดทองลายฉลุใหม่
ซ่อมซุ้มพระทวาร ซุ้มพระบัญชร ผนังด้านนอกโดยรอบ เสาและคันทวยรวมทั้งบัวปลายเสา
ซ่อมประดับมุกบานพระทวาร และบัญชรที่ชำรุดให้ดีเหมือนเดิม
ซึ่งการซ่อมครั้งนี้เป็นการเลือกซ่อมเฉพาะส่วนที่สำคัญและชำรุดทรุดโทรม
สมัยรัชกาลที่
๘ ไม่ปรากฏหลักฐานการซ่อม
สมัยรัชกาลปัจจุบัน
เป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่หมด แต่มิได้เปลี่ยนแปลงในหลักการและรายละเอียดใด
ๆ ตั้งแต่หลังคา ผนังตลอดจนฐานปัทม์โดยรอบ.
|