หนุ่มสาวดัดจริต > วัฒนธรรมที่สาม

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๕ The Third Culture เป็นชื่อในภาษาอังกฤษ จอห์น บร็อคแมนผู้เป็นบรรณาธิการให้เหตุผลว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือของซี พี สโนว์ ที่มีชื่อว่า สองวัฒนธรรม The Two Cultures ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๕๙ เนื้อหาในหนังสือ ว่าด้วยงานเขียนของความรู้ จากฝั่งสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ซี พี สโนว์ ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า คำว่า "ปัญญาชน" นั้น เป็นคำที่ฝั่งทางวรรณกรรมเริ่มเรียกขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงขยับขยายไปทางสาขาอื่น และยังมองว่าความรู้ของวัฒนธรรมทั้งสองสาขานั้น ยังไม่อาจหาจุดเชื่อมโยงกันได้ อย่างไรก็ตาม เขาได้ตั้งความหวังไว้ว่า ยามที่มนุษย์สามารถเชื่อมผสานความรู้ทั้งสองแขนงเข้าหากันได้ ก็คงเป็นกำเนิดแห่ง “วัฒนธรรมที่สาม”

จอห์น บร็อคแมนได้พยายามสานต่อความคิดดังกล่าว แต่เขามีความเห็นว่า ผู้ชำนาญการทั้งสองสาขา ยังมิได้หันหน้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างความเข้าใจระหว่างกันอย่างจริงจัง ทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังให้ความสำคัญต่อการเผยแพร่ความรู้ของตน ในหมู่บุคคลทั่วไปมากกว่า ดังที่มีงานเขียนทางวิทยาศาสตร์ ตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนจำนวนมากในยุคหลัง หนังสือ “วัฒนธรรมที่สาม” จึงเป็นหนังสือที่นำเสนองานเขียนของนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ที่มีอัจฉริยภาพในการย่อยเรื่องสลับซับซ้อนให้ง่ายต่อการเสพ งานเขียนของหลายคนในนั้นติดอันดับหนังสือขายดี รวมบทความของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จึงมุ่งแสดงภาพรวมของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ และเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ชำนาญการและผู้อ่านโดยตรง

ท่วงทำนองในการเขียนนั้นมิได้เน้นหนักไปในทางวิชาการ ผู้เขียนแต่ละบทความ จะปูพื้นฐานข้อมูลเกี่ยวกับตนเองต่อผู้อ่าน ในส่วนของขอบเขตงานที่ทำ ชื่อหนังสือเล่มสำคัญที่ตนเองเป็นผู้เขียน และทฤษฎีที่ตนเองนำเสนอต่อวงการวิทยาศาสตร์ เป็นไปในลักษณาการเล่าเรื่องถึงที่มาของความคิด เหตุผลรองรับ และประเด็นที่โต้แย้งกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่น

ส่วนที่เผ็ดร้อนที่สุดก็คือ ตอนท้ายของแต่ละบทความ จะมีการนำความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ซึ่งร่วมเขียนในเล่ม ที่มีต่อนักวิทยาศาสตร์ผู้เขียนบทความนั้น มานำเสนอต่อท้าย ทำให้เห็นบุคลิกภาพ และตัวตนของนักวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ถูกมองจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเอง และจากการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น ตรงนี้ทำให้เห็นภาพว่า ขึ้นชื่อว่ามองเห็นต่างจากกันแล้ว หรือมีความเชื่อในทฤษฎีที่แตกต่างกันแล้ว นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็ฟาดฟันกันได้อย่างถึงพริกถึงขิงทีเดียว และหากมองจากภาพรวม ก็พอจะมองออกว่าใครถือหางใครอยู่ ใครทำงานร่วมกับใคร ซึ่งเขาและเธอเหล่านี้ก็มิได้ปกปิดจุดยืนของตนเองแต่อย่างใด

เนื้อหาหนังสือแบ่งออกเป็นห้าภาค โดยเริ่มจากแนวความคิดที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวกดาร์วิน แต่ด้วยระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไป ดังเช่น สตีเฟน เจย์ กูลด์ นักชีววิทยาที่ชำนาญเรื่องฟอสซิล ซึ่งค้นพบว่าสายธารแห่งวิวัฒนาการนั้นมิได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ริชาร์ด ดอว์กินส์ ผู้เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่า ชีวิตถูกกำหนดโปรแกรมไว้แต่แรกในระดับยีน ลินน์ มาร์กูลิส นักจุลชีววิทยา ผู้ค้นพบว่า ปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต เป็นที่มาของการกำเนิดสิ่งมีชีวิตอันซับซ้อนหลากหลาย และเป็นตัวแทนของนักรบแถวหน้าแห่งทฤษฎีกายา – โลกมีชีวิต ที่ได้รับการตอบรับจากผู้คนในวงกว้าง แต่ถูกปฏิเสธจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเอง ด้วยข้อหาขาดความเป็นวิทยาศาสตร์ การเรียบเรียงเนื้อหาในส่วนนี้ ค่อนข้างให้ภาพชัดเจน ของจุดยืนที่แตกต่างกันของนักวิทยาศาสตร์แต่ละคน ทั้งวิธีการกล่าวโต้แย้งประเด็นที่เห็นต่างกันอีกเล่า ทำให้เห็นกระบวนการคิดและตรรกะแบบวิทยาศาสตร์อย่างเด่นชัด และแทบจะเรียกได้ว่า ในแง่ทฤษฎี นักวิทยาศาสตร์ก็เป็นดั่งผู้สาวก ผู้ศรัทธามั่นต่อลัทธิตรรกะของตนอย่างเหนียวแน่น แต่เมื่อมีผลการทดลองมายืนยันทฤษฎี เขาก็ยินดีที่จะยอมรับความจริงนั้นแม้จะพ่ายแพ้ก็ตาม ตรงนี้ต้องถือว่าน่าชมนัก เนื้อหาส่วนนี้ข้าพเจ้าอ่านด้วยความสนุกสนานยิ่ง

ภาคถัดมาว่าด้วยศาสตร์เกี่ยวกับการเกิดขึ้นแห่งจิตสำนึก การเรียบเรียงหัวข้อและเนื้อหาค่อนข้างกระจาย แม้จะเริ่มจากบทความของนักคอมพิวเตอร์อย่างมาร์วิน มินสกี และโรเจอร์ ชังค์ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการคิดของมนุษย์ ทางเดินของข้อมูล เพื่อจะนำไปจำลองแบบให้กับคอมพิวเตอร์ ผสานกับบทความของนักปรัชญาอย่างแดเนียล ซี เด็นเน็ต ที่ว่าด้วยการเกิดขึ้นของญานทัศนะ ไปจนถึงนักวิจัยเรื่องจิตสำนึกและประสาทวิทยาอย่าง ฟรานเซสโก วาเรลา นักชีววิทยาชาวชิลีผู้มีความสนใจทางพุทธอย่างลึกซึ้ง ผนวกกับข้อเขียนของนักจิตวิทยาอย่างสตีเฟน พิงค์เคอร์ ที่ว่าด้วย ภาษาเป็นเครื่องบ่งสัญชาติญาน และจบด้วยงานของโรเจอร์ โรส ที่กล่าวว่าจิตสำนึกประกอบด้วยส่วนที่ไม่อาจคาดคำนวนทางตรรกะได้ จะว่าไปศาสตร์ด้านนี้ทางฝั่งตะวันตกยังถือว่าใหม่อยู่มาก มาร์วิน มินสกีนั้นยิ่งมีทัศนะเรื่องขั้นตอนการคิดตรงข้ามกับนักจิตวิทยาด้วยซ้ำไป งานของฟรานซิสโก วาเรลานั้นแทบไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เขาอธิบายด้วยซ้ำ ที่น่าตระหนกก็คือ นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับบอกว่า ให้ฟรานซิสโกเลิกยุ่งกับแนวความคิดด้านจิตวิญญานของพุทธด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีประโยชน์ และทำให้งานด้อยคุณค่าลงไป แต่ปฏิกิริยานี้ก็ยิ่งยืนยันถึงความไม่รู้และไม่เข้าใจของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ และนักวิทยาศาสตร์ที่มาเขียนบทความร่วมกันตรงนี้ ก็แทบจะวิจารณ์งานของคนอื่นไม่ได้เอาเสียเลย เพราะหาความเชื่อมโยงกันแทบไม่ได้ ถือได้ว่า เป็นส่วนที่ค่อนข้างด้อยของหนังสือเล่มนี้ด้วยซ้ำไป

ส่วนที่สามนั้นรวมงานเขียนของนักฟิสิกส์ด้านจักรวาลวิทยาโดยเฉพาะ ซึ่งมุ่งอธิบายคำถามว่าด้วยกำเนิด ของจักรวาล นักวิทยาศาสตร์ในส่วนนี้ประกอบด้วย มาร์ติน รีส, อลัน กูธ, ลี สโมลิน และพอล ดาวีส์ สารภาพว่าข้าพเจ้าไม่ถูกจริตกับเรื่องเหล่านี้สักเท่าไหร่ แต่สนใจงานเขียนว่าด้วยวิธีคิดแบบสังเคราะห์ที่พอล ดาวีส์พยายามเตือนว่า หากนักคิดฝั่งชีววิทยา ติดนิสัยการวิเคราะห์ย่อยส่วนลงไปเรื่อย ๆ ก็คงเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

ในภาคที่สี่ว่าด้วยดาร์วินอัลกอริทึม นั่นคือ ความพยายามอธิบายปรากฏการณ์ด้วยกฎ ด้วยระเบียบวิธีคิดบางอย่าง กล่าวถึงเพล็คติก ระเบียบที่มีอยู่ในธรรมชาติ กลไกการเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่าง ๆ ไปจนถึงกฎข้อที่สองแห่งการจัดการ ข้าพเจ้ากำลังเหนื่อยหน่ายจากการอ่านภาคก่อนหน้า เมื่อเจอเนื้อหาเหล่านี้ก็เรียกได้ว่าอ่านอย่างอ่านข้ามก็ว่าได้ เพราะมีศัพท์เทคนิคที่เกินสติปัญญาของข้าพเจ้าอยู่มาก

เมื่ออ่านถึงภาคที่ห้า ก็รู้สึกดีใจที่อ่านใกล้จบ มีบทความชิ้นเดียวของดับบลิว แดเนียล ฮิลลิส ซึ่งมุ่งชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงสอดคล้องของศาสตร์ทั้งสี่ส่วน ด้วยการอธิบายว่า คอมพิวเตอร์นั้นทำงานตามคำสั่งที่จัดเรียงไว้เป็นลำดับ แต่การใช้สติปัญญาของมนุษย์นั้น ประกอบด้วยการประมวลผลที่ซับซ้อน และไม่ได้เป็นเส้นตรงเรียงกัน เขาเองได้ทดลองสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อโยงใยกันคล้ายระบบประสาทของมนุษย์ เพื่อให้มีการประมวลผลพร้อม ๆ กัน และยังสร้างระบบที่สามารถเรียนรู้และสังเคราะห์คำสั่งขึ้นมาได้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแบบจำลองกระบวนการคิดของมนุษย์ อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเป็นนักอ่านที่ไม่เอาไหน และความอดทนน้อย อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าศาสตร์ที่ถูกตัดแยกเป็นส่วนเป็นเสี้ยวเหล่านั้น จะมาเชื่อมให้เห็นภาพของอะไรได้มากมาย เว้นเสียแต่ว่าต้องการจะบอกว่า การแก้ปัญหานั้น มนุษย์จำต้องระดมกำลังปัญญาเท่าที่มีอยู่ทั้งหมดในการแก้ไขปัญหา เปรียบได้กับข่ายใยของความรู้ จะใช้เพียงความรู้ด้านใดด้านหนึ่งนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย

สรุปว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับเลือกอ่านบางบท ตามแต่ความสนใจ อ่านข้ามไปมาได้ไม่ลำบาก เพราะต่างคนต่างเขียนอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าสนใจบางเรื่อง ก็เลือกอ่านเป็นทางชีววิทยา ศาสตร์ว่าด้วยจิตสำนึกรับรู้ จักรวาลวิทยา และความคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบในธรรมชาติ คงจะได้เรื่องเช่นกัน

ข้าพเจ้าสงกาว่าใครจะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้เข้าใจทั้งหมด ความสับสนที่ข้าพเจ้าเผชิญในขณะที่อ่าน ก็คงเป็นปฏิกิริยาทั่วไปของมนุษย์ที่มีต่อวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ที่มีอยู่หลากหลาย และลึกดิ่งเสียจนเชื่อมเข้าหากันลำบาก

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ถือเป็นความพยายามที่ดี ในการนำเสนอความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบรวมมิตรรวบยอดต่อผู้คนทั่วไป และเป็นการปลุกเมล็ดพันธุ์แห่งความใคร่รู้ให้ตื่นขึ้นในวงกว้าง หนังสือหลายเล่มที่กล่าวถึงในหนังสือเหล่านี้ คงกระตุ้นต่อมความสนใจให้ผู้คนได้ไขว่คว้ามาดับกระหายได้ในภายหน้า

ตามความเห็นข้าพเจ้า หนังสือเล่มนี้ไม่น่าแปลเป็นภาษาไทยเท่าไหร่ เพราะเป็นองค์ความรู้ที่สาธารณชนชาวไทยจับต้องได้ลำบาก แต่หากตั้งเป็นโจทย์ให้นักวิทยาศาสตร์ไทยตื่นตน ย่อยสลายความรู้ของตนมาแสดงต่อบุคคลทั่วไปในวงกว้าง ก็คงเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย

 

 

 

สารบาญ

บทนำ: กำเนิดวัฒนธรรมที่สาม

ภาคที่หนึ่ง

วิวัฒน์ความคิด

จอร์จ ซี วิลเลียม: กล่องข้อมูล

สตีเฟน เจอ กูลด์: ขนบพื้นฐานในเรื่องของชีวิต

ริชาร์ด ดอว์กินส์: เครื่องจักรแห่งความอยู่รอด

ไบรอัน กู๊ดวิน: ชีววิทยาเป็นเพียงการเต้นรำ

สตีฟ โจนส์: ทำไมจึงมีความหลากหลายทางพันธุกรรม?

ไนลส์ เอลเดร็ดจ์: การปะทะแห่งถ้อยคำ

ลินน์ มาร์กูลิส: กายาเป็นเพศแม่

ภาคที่สอง

รวมเรื่องความคิด

มาร์วิน มินสกี: เครื่องกลอัจฉริยะ

โรเจอร์ ชังค์: ข้อมูลสารสนเทศคือความประหลาดใจ

แดเนียล ซี เด็นเน็ต: เครื่องสูบญานทัศนะ

นิโคลัส ฮัมฟรีย์: ชั่วขณะอันยิ่งใหญ่

ฟรานซิสโก วาเรลา: ตัวตนที่ปรากฎ

สตีเวน พิงเคอร์: ภาษาคือสัญชาติญานมนุษย์

โรเจอร์ เพ็นโรส: จิตสำนึกประกอบด้วยส่วนที่ไม่อาจคำนวณได้

ภาคที่สาม

ปัญหาว่าด้วยจุดเริ่มต้น

มาร์ติน รีส: ดุริยางค์แห่งจักรวาล

อลัน กูธ: จักรวาลหลังบ้าน

ลี สโมลิน: ทฤษฎีแห่งจักรวาลทั้งหมด

พอล ดาวีส์: สังเคราะห์วิถี

ภาคที่สี่

ดาร์วินอัลกอริทึมคืออะไร?

เมอร์เรย์ เกลล์-แมนน์: เพล็คติค

สจวร์ต เคาฟ์แมน: ระเบียบให้เปล่า

คริสโตเฟอร์ จี แลงตัน: รูปแบบไดนามิก

เจ ดอยน์ ฟาร์เมอร์: กฎข้อสองของการจัดการ

ภาคที่ห้า

เหนือตัวเราออกไป

ดับบลิว แดเนียล ฮิลลิส: โน้มเข้าหาขั้วเดียว

บรรณานุกรม

ดัชนีบุคคล

ดัชนีศัพท์

 



หน้าแรก
| ปัญญาชนสยาม | หนุ่มสาวดัดจริต | กังวานเกี่ยวข้อง | ข้าวตอกดอกมะเขือ | กลับสู่ด้านบน

เว็บไซต์นี้จัดทำด้วยความกระตือรือล้นของใครหลายคนนั้น
ก้อนหิน และหรือดอกไม้ กรุณาหารือกับนักการ
พยายามปรับปรุงข้อมูลครั้งล่าสุดเมื่อวันที่
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘