ารทำรายงาน หมายถึง การศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ โดยนำมารวบรวมและเรียบเรียงอย่างมี แบบแผน
ประเภทของรายงาน
1. รายงานทั่วไป ( Report ) เป็นการศึกษาค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นผลของประสบการณ์การทดลอง หรือการ รวบรวมข้อมูลจากหลักฐานต่างๆ
2. รายงานประจำวิชาหรือภาคนิพนธ์ ( Term paper ) เป็นการศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริงจาก แหล่งทรัพยากรสารสนเทศ ห้องสมุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อประกอบการศึกษา ซึ่งมีเนื้อหาลึกกว่ารายงานประจำวิชา
3. วิทยานิพนธ์ ( Thesis )เป็นรายงานวิจัยหรือค้นคว้าอย่างลึกซึ้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา)

ฃั้นตอนการทำรายงานหรือภาคนิพนธ์
1. การกำหนดเรื่องหรือหัวเรื่อง
หลักในการเลือกเรื่องของรายงาน
1. เลือกเรื่องที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับวิชาที่เรียน
2. เลือกเรื่องที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม
3. เลือกเรื่องที่ใกล้ตัวเราที่เรามีความรู้ค่อนข้างดี
4. เลือกเรื่องที่มีข้อมูลให้ค้นคว้าเพียงพอ
5. เลือกเรื่องที่มีขอบเขตไม่กว้างเกินไป

แหล่งข้อมูลในห้องสมุดจะช่วยให้ผู้ทำรายงานเลือกชื่อเรื่องหรือหัวเรื่องของรายงานได้ดีและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เช่น - บัตรเรื่อง ให้ดูหัวเรื่องใหญ่และย่อยของแต่สาขาวิชาเพื่อเลือกเรื่องให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น
- ดรรชนีวารสาร จะมีหัวเรื่องของบทความในสาขาวิชาต่างๆพร้อมรายชื่อบทความที่น่าสนใจ
- สารานุกรม จะให้บทความในแขนงวิชาต่างๆและเรื่องทั่วๆไป

2. การสำรวจข้อมูล
ประเภทของแหล่งข้อมูล แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ( Primary Source ) เป็นหลักฐานเบื้องต้นที่ได้รับจากบุคคลโดยตรง ซึ่งยังไม่ได้ผ่าน สื่อใดๆ เช่น ประสบการณ์ของตนเอง บันทึก จดหมาย
2. แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ( Secondary Source ) เป็นหลักฐานอันดับรองที่นำข้อมูลขั้นแรกมาเสนออีกรูปแบบหนึ่ง ได้แก่ หนังสือ และวัสดุที่เป็นผลผลิตของการค้นคว้าจากหลักฐานเบื้องต้น

แหล่งข้อมูลในห้องสมุด
1. ตู้บัตรรายการ เป็นแหล่งเก็บบัตรรายการของวัสดุสารสนเทศห้องสมุด
2. หนังสืออ้างอิง ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานที่สำคัญของเรื่องราวต่างๆ
3. สิ่งตีพิมพ์อื่นๆ ได้แก่ วารสาร หนังสือพิมพ์ จุลสาร กฤตภาค
4. สื่อโสตทัศน์ ได้แก่ แถบบันทึกเสียง แถบวิดีทัศน์ รูปภาพ แผนที่ ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

3. การรวบรวมบรรณานุกรม
จุดมุ่งหมายของการรวบรวมบรรณานุกรม
1. เพื่อรวบรวมรายชื่อแหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบการศึกษา
2. เพื่อนำมาบันทึกไว้ท้ายรายงาน ใช้เป็นหลักฐานประกอบการค้นคว้า
3. เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
4. เพื่อเป็นแหล่งตรวจสอบหลักฐานข้อเท็จจริงในรายงาน

วิธีรวบรวมบรรณานุกรม
1. เตรียมบัตรสีขาวขนาด 3 x 5 นิ้ว หรือ 4 x 6 นิ้ว สำหรับบันทึกบรรณานุกรม
2. บันทึกข้อมูลบรรณานุกรมลงในบัตร ซึ่งมีรายละเอียดคือ รายการจากหนังสือ ให้บันทึกชื่อผู้เขียน ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ เลขเรียกหนังสือ รายการบทความจากวารสาร ให้บันทึกชื่อผู้เขียน ชื่อบทความ ชื่อวารสาร ฉบับที่ เลขหน้าของบทความ
รูปแบบการบันทึกรายการทางบรรณานุกรม
ส่วนที่เกี่ยวกับผู้เขียน
1. ผู้เขียนที่เป็นคนไทยให้ลงชื่อและนามสกุล ไม่ต้องระบุคำหน้านาม ยกเว้นผู้ที่มีฐานันดรและบรรดาศักดิ์
2. ผู้เขียนชาวต่างประเทศให้ใช้ชื่อสกุลนำหน้า โดยใส่เครื่องหมาย ( , ) จุลภาค ตามด้วยชื่อแรก และชื่อที่สองตามลำดับแล้ว ใส่เครื่องหมาย ( . ) มหัพภาค
3. ผู้เขียนที่ใช้ชื่อนามแฝงให้ใช้ชื่อนามแฝง ถ้าต้องการบอกชื่อจริงให้เอานามจริงไว้ในวงเล็บ [ ] ท้ายนามแฝง
4. ผู้รับผิดชอบที่เป็นสถาบันให้ลงชื่อสถาบันเป็นอันดับแรกตามด้วยชื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบวัสดุสารสนเทศที่มีบรรณาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบหรือรวบรวม ให้ระบุคำว่า “ ผู้รวบรวมหรือบรรณาธิการ “ สำหรับหนังสือภาษาไทยหนังสือภาษาอังกฤษให้ระบุคำว่า “comp “หรือ ed.” ท้ายชื่อโดยมีเครื่องหมายจุลภาค ( , ) คั่น

ส่วนที่เกี่ยวกับชื่อเรื่อง
ชื่อเรื่องของหนังสือจะปรากฏบนหน้าปกใน การบันทึกชื่อเรื่องภาษาต่างประเทศให้ใช้ตัวอักษรใหญ่ขึ้นต้นทุกคำ ยกเว้น คำหน้านาม คำบุพบท และคำสันธาน
ส่วนชื่อเรื่องที่มีคำอธิบายหรือมีชื่อรองให้ใช้เครื่องหมายมหภาคคู่ ( : ) คั่นระหว่างสองชื่อ จากนั้นให้ขีดเส้นใต้ชื่อเรื่อง
สำหรับชื่อที่มาจากวารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือรวมเล่ม ฯลฯ ให้ใส่เครื่องหมายอัญประกาศ ( “____” )

ส่วนที่เกี่ยวกับการพิมพ์
1. ครั้งที่พิมพ์
2. จำนวนเล่มของหนังสือ
3. สถานที่พิมพ์
4. ชื่อสำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์
5. ปีที่พิมพ์
6. เลขหน้าของบทความ

รูปแบบการลงรายการทางบรรณานุกรม
การลงรายการทางบรรณานุกรมมีหลักการคล้ายกับการลงรายการในบัตรรายการแต่ถ้าข้อมูลส่วนไหนไม่ปรากฏก็ให้ข้ามไป
1.รูปแบบรายการบรรณานุกรมของหนังสือ
ชื่อผู้เขียน.//ชื่อเรื่อง/:/คำอธิบายชื่อเรื่อง.//ครั้งที่พิมพ์.//สถานที่พิมพ์/:/สำนักพิมพ์,
////// ปีที่พิมพ์.
2.รูปแบบบรรณานุกรมของบทความจากวารสารหรือนิตยสาร
ชื่อผู้เขียนบทความ.// “ ชื่อบทความ. “ // ชื่อวารสารหรือนิตยสาร เล่มที่หรือปีที่,
////// ฉบับที่( เดือน ปี )/: /เลขหน้า.
3. รูปแบบบรรณานุกรมของบทความจากหนังสือพิมพ์
ชื่อผู้เขียนบทความ.// “ ชื่อบทความ. “/ ชื่อหนังสือพิมพ์, /วัน เดือน ปี,
////// เลขหน้า.

4. การบันทึกข้อมูล
การบันทึกข้อมูลมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศต่างๆ มาเขียนลงบนกระดาษบันทึกที่เรียกว่า
“บัตรบันทึกข้อมูล” ซึ่งข้อมูลที่ควรบันทึกบนบัตรจะเป็นข้อมูลที่ผู้ทำรายงานถอดความหรือถ่ายความมาแล้วเขียนด้วยภาษาตนเอง

การทำบัตรบันทึก
1. การบันทึกจากสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นการบันทึกจากการอ่านสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น หนังสือสารคดี ตำรา วารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสืออ้างอิง เป็นต้น ซึ่งการอ่านสิ่งพิมพ์เหล่านี้เพื่อทำบัตรบันทึกนั้นควรอ่านเฉพาะเรื่องที่ต้องการเท่านั้น
2. การบันทึกจากสื่อโสตทัศน์และแหล่งอื่นๆ เป็นการบันทึกจากการฟังและการดูจากสื่อโสตทัศน์ การบรรยาย ปาฐกถา โต้วาที การประชุม สัมมนา การสัมภาษณ์ เป็นต้น

วิธีทำบัตรบันทึก
1.วิธีทำบัตรบันทึกจากการอ่าน
- เตรียมกระดาษบันทึกขนาด 4x6 นิ้ว
- อ่านเฉพาะเรื่องที่ต้องการ
- ทำการบันทึกข้อมูล
- ถ้าต้องการตาราง รูปภาพ และแผนภูมิก็ให้วาดลงบนบัตรหรือถ่ายเอกสารไว้
- ให้หัวเรื่องกำกับไว้ที่มุมของบัตรบันทึก
2.วิธีทำบัตรบันทึกจากการฟังและการดู ปฏิบัติเช่นเดียวกับการบันทึกจากการอ่าน แต่ต้องควบคุมให้ประสาทตา หู และ มือ

รูปแบบบัตรบันทึก
1. ใช้บัตรขนาดเดียวกัน ที่นิยมคือ 4 x 6 นิ้ว
2. ในแต่ละบัตรจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
- ส่วนที่เป็นหัวเรื่องหรือหัวข้อ
- ส่วนที่เป็นเนื้อหา
- ส่วนที่มาของข้อมูล
3. อย่าเปลี่ยนรูปแบบแต่ให้เขียนเป็นแบบเดียวกันทุกๆ บัตร

วิธีการบันทึกข้อมูล
1. แบบถอดความหรือถ่ายความ (Paraphrase) เป็นการบันทึกที่ต้องคงความหมายและขอบเขตของเดิมไว้โดยใช้คำพูด ของตนเอง
2. แบบลอกความ (Quotation) เป็นการบันทึกที่ต้องคัดลอกทุกอย่างให้เหมือนต้นฉบับแม้แต่เครื่องหมายตัวสะกด และ การันต์ ตอนใดที่คัดลอกมาให้คร่อมไว้ด้วยเครื่องหมายอัญประกาศ (“___”) ถ้าคัดลอกมาเพียงบางตอนให้ใช้เครื่องหมายจุด 3 จุด (…) ใส่ไว้ก่อนหรือหลังข้อความนั้น
3. แบบสรุปความจะบันทึกให้เหลือประมาณครึ่งหนึ่งของข้อมูลเดิมโดยใช้คำพูดของตนเองซึ่งไม่มีการอธิบายและยกตัวอย่าง

การวางโครงเรื่อง
การวางโครงเรื่อง คือการวางแผนที่จะเขียนหัวข้อใดก่อนหลังซึ่งจะเป็นเหมือนกรอบให้ผู้ทำรายงานดำเนินเนื้อหาของรายงาน
ได้อย่างตรงจุด ซึ่งโครงเรื่องที่ดีจะสามารถแบ่งเนื้อหาของรายงานได้ 3 ส่วน คือ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา และส่วนสรุป

การเรียบเรียงรายงานฉบับร่าง
การจัดทำต้นฉบับร่าง
1. นำโครงเรื่องที่วางไว้มาเป็นหลัก
2. เตรียมบัตรบรรณานุกรมและบัตรบันทึกข้อมูล
3. นำบัตรบันทึกข้อมูลมาเรียงตามโครงเรื่อง ส่วนบัตรบรรณานุกรมให้เรียงตามลำดับอักษร
4. เริ่มเขียนเนื้อหารายงาน
5. ถ้าต้องการเสนอที่มาของข้อมูลก็ให้แสดงไว้หลังข้อความที่อ้าง โดยเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งตลอดรายงาน

ข้อควรพิจารณาในการเรียบเรียงรายงานฉบับร่าง
1. เรียบเรียงตามลำดับของโครงเรื่อง
2. ใช้ภาษาที่ถูกต้อง กะทัดรัด และสุภาพ
3. ไม่ใช้อักษรย่อและคำย่อ
4. ตอนใดที่ต้องเสนอที่มาของข้อมูลต้องเสนออย่างถูกวิธี

การแสดงที่มาของข้อมูล
ในกรณีที่ผู้ทำรายงานคัดลอกข้อความที่มีผู้อื่นเขียนไว้นั้นผู้ทำรายงานต้องอ้างอิงแสดงที่มาของข้อมูลเดิมเพื่อเป็นการให้เกียรติ แก่เจ้าของข้อมูล เพื่อแสดงหลักฐานประกอบการค้นคว้าอย่างถูกต้องและเป็นการป้องกันการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย

การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล
1. การแสดงที่มาของข้อมูลเฉพาะที่
- การแสดงที่มาของข้อมูลเฉพาะที่แบบนามปี (Author – date)
- การแสดงที่มาของข้อมูลเฉพาะที่แบบระบุตัวเลข
- การแสดงที่มาของข้อมูลเฉพาะที่แบบเชิงอรรถ (Footnotes)
- การอ้างซ้ำข้อมูลเฉพาะที่เคยอ้างแล้ว
2. การแสดงที่มาของข้อมูลท้ายรายงาน คือการรวบรวมรายละเอียดทางบรรณานุกรมของเอกสารที่ใช้อ้างทั้งหมดไว้ท้ายรายงาน

การจัดรูปเล่มของรายงาน
การเสนอรายงานโดยเฉพาะรายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นผู้ทำรายงานจะต้องคำนึงถึง การจัดรูปเล่ม และ การจัดรียงลำดับ ส่วนประกอบต่างๆ ของรายงานด้วย เพื่อเป็นที่สนใจน่าอ่านและน่าเชื่อถือ

1.ส่วนประกอบของรายงาน
มีวิธีนำเสนอในรูปแบบที่ได้มาตรฐาน ซึ่งประกอบด้วยสำคัญดังนี้
1.1.ส่วนประกอบตอนต้น หมายถึง ส่วนหน้าหรือส่วนต้นของรายงานที่จะนำผู้อ่านเข้าสู่เนื้อหาของรายงานประกอบด้วย ส่วนย่อยๆ ได้แก่
1.1.1 ปกนอก (cover) อาจเป็นกระดาษสีน้ำตาลหรือปกที่สถานศึกษากำหนดให้ใช้
1.1.2 หน้าปกในเป็นหน้าที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับรายงานซึ่งมีข้อความดังนี้
- ชื่อเรื่องของรายงาน
- ชื่อผู้จัดทำรายงาน
- ชื่อวิชาที่เรียน
- ชื่อภาคเรียนและปีการศึกษาที่เสนอรายงาน
- ภาคเรียนและปีการศึกษาที่เสนอรายงาน
1.1.3 คำนำ ได้แก่ข้อความซึ่งผู้ทำรายงานต้องการชี้แจงให้ผู้อ่านได้ทราบวัตถุประสงค์ของการทำรายงาน ขอบเขต เนื้อหาของรายงานวิธีการศึกษาค้นคว้า อาจมีคำกล่าวขอบคุณผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือในการทำรายงานด้วย
1.1.4.สารบาญคือบัญชีรายการสำคัญๆ ที่ปรากฏในรายงานเช่นคำนำสารบาญเนื้อเรื่องซึ่งแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่
และหัวข้อย่อยรายการโน้ตบรรณานุกรม ฯลฯ พร้อมระบุเลขหน้าที่รายการนั้นๆ ปรากฏในรายงาน
1.1.5. สารบาญภาพรายงานบางฉบับมีภาพถ่าย แผนที่ แผนภูมิ แผนสถิติ ฯลฯ ประกอบเรื่องเป็นจำนวนมาก
ผู้ทำรายงาน อาจทำสารบาญภาพไว้ด้วยเพื่อความสะดวกของผู้อ่านโดยบอกชื่อของภาพ และระบุหน้าที่ภาพปรากฏแต่ถ้ามีภาพประกอบ
2-3 ภาพ ก็ไม่จำเป็นต้องทำสารบาญภาพ

1.2.ส่วนที่เป็นเนื้อหาหมายถึงส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องของรายงานที่ได้ค้นคว้ามาแล้วโดยผู้ทำรายงานนำมาเรียบเรียงใหม่นับว่า เป็นส่วนที่มีความสำคัญที่สุด ส่วนนี้ประกอบด้วยรายการต่างๆ ได้แก่
1.2.1 ส่วนบทนำข้อความในส่วนนี้เป็นการนำผู้อ่านเข้าสู่เรื่องราวโดยการเรียกความสนใจหรือให้เหตุผลที่มาหรือ ประวัติความเป็นของเรื่องที่จะนำเสนอต่อไป
1.2.2 ส่วนที่เป็นเนื้อหาเป็นการเสนอเนื้อหาของรายงานตามลำดับโครงเรื่องที่วางไว้อาจแบ่งเป็นบทเป็นตอนตาม
เหมาะสม นอกจากนี้อาจมีภาพประกอบตารางหรือข้อความในอัญประกาศที่คัดมาหรือข้อความที่ต้องการอ้างอิงรายละเอียด ดังกล่าวจะนำ เสนอไว้ในส่วนนี้
1.2.3 ส่วนสรุปเป็นข้อความที่รวมสรุปผลของการศึกษาค้นคว้าอาจรวมข้อเสนอแนะความเห็นหรือปัญหาต่างๆ
ที่ผู้ทำรายงานคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

1.3. ส่วนประกอบตอนท้าย คือ ส่วนที่รวบรวมแหล่งข้อมูลที่นำมาประกอบการเขียนรายงานหรือภาคนิพนธ์อาจมีรายการอื่นๆ ที่น่าสนใจบางเรื่องที่ไม่อาจนำไปรวมไว้กับส่วนอื่นๆของรายงานส่วนประกอบตอนท้ายประกอบด้วย
1.3.1 บรรณานุกรม เป็นส่วนที่สำคัญยิ่งส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นรายการที่แสดงหลักฐานประกอบ การศึกษาค้นคว้า รายการบรรณานุกรมนิยมจัดเรียงตามลำดับอักษรชื่อผู้เขียนหนังสือหรือผู้เขียนบทความ ถ้ามีรายชื่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้เรียง ลำดับ ภาษาไทยมาก่อนกรณีที่มีรายชื่อวัสดุสารสนเทศประเภทอื่น เช่น สื่อโสตทัศน์วัสดุย่อส่วนสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก อาจจัดเรียงรายชื่อวัสดุสารสนเทศแยกตามประเภทของวัสดุฯ ก่อนและหลังจากนั้นจึงนำมาจัดเรียง ตามลำดับอักษรชื่อผู้แต่งอีกครั้ง
1.3.2 ภาคผนวก คือรายการที่ผู้ทำรายงานต้องการเสนอเพิ่มเติมนอกเหนือจากส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องเนื่องจากรายการนั้น ไม่เหมาะที่จะเสนอแทรกไว้ในส่วนเนื้อหาแต่มีความสัมพันธ์และช่วยให้เข้าใจเนื้อเรื่องดีขึ้น เช่น ตัวเลขสถิติ แบบสอบถามตารา ลำดับ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
1.3.3 อภิธานศัพท์ คือรายการอธิบายความหมายของคำที่ปรากฏในรายงานมักจะเป็นคำเฉพาะสาขาวิชาหรือ คำท้องถิ่น ในภาคต่างๆ ซึ่งผู้อ่านรายงานอาจไม่คุ้นเคยมาก่อน จึงควรนำมาอธิบายไว้ท้ายรายงาน
2.รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมและโน้ต
การพิมพ์รายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรควรพิมพ์หรือเขียนด้วยลายมือที่อ่านง่ายและเป็นระเบียบเพื่อให้สบายตา
ต่อผู้อ่านและสวยงามการพิมพ์รายงานมีข้อที่ควรปฏิบัติดังนี้
3.1. กระดาษพิมพ์ควรเป็นสีขาวมีขนาด 8.5x11 นิ้ว หมึกพิมพ์หรือน้ำหมึกควรเป็นสีดำหรือสีน้ำเงินเท่านั้น
3.2.ความกว้างของขอบกระดาษการจัดเตรียมการดาษเพื่อพิมพ์รายงานควรกำหนดที่ว่างของขอบการดาษตามที่นิยมใช้ใน การพิมพ์ดังนี้
ห่างจากขอบกระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว
ห่างจากขอบกระดาษด้านล่าง 1 นิ้ว
ห่างจากขอบกระดาษด้านซ้าย 1.5 นิ้ว
ห่างจากขอบกระดาษด้านขวา 1 นิ้ว
ปัจจุบันการพิมพ์รายงานมักพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถจัดข้อความในแต่ละบรรทัดด้านขวาให้ตรงกันในแนวเดียวกัน โดยห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้วตามกำหนดวิธีการปรับบรรทัดแบบนี้อาจทำให้ระยะห่างของคำภายในบรรทัดหนึ่งๆ ไม่เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ทางไวยากรณ์ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะให้งดวิธีการปรับให้คำด้านขวาตรงกันทุกบรรทัดสำหรับขอบกระดาษด้านล่างนั้น อาจเหลือที่ว่างจากขอบกระดาษมากกว่า 1 นิ้ว ได้ในกรณีที่บรรทัดสุดท้ายเป็นหัวข้อควรปัดไปพิมพ์ในหน้าถัดไป แต่สำหรับท้ายหน้า กระดาษ ที่จะต้องบันทึกรายการเชิงอรรถ ก็ควรปรับที่ว่างให้พอกับข้อความ และควรคงระยะห่างจากขอบกระดาษ ล่างตามที่กำหนดไว้
1 นิ้ว เช่นเดิม
3.3 การย่อหน้าและระยะการพิมพ์ให้เว้นจากริมขอบซ้ายของหน้ากระดาษ 1.5 นิ้วตามที่กำหนดก่อนจากนั้นจึงนับเข้า
5 - 7 ระยะหรือ 5 - 7 ตัวอักษรเริ่มพิมพ์ข้อความย่อหน้าในระยะที่ 6 - 8 บรรทัดต่อไปให้พิมพ์ชิดขอบกระดาษตามระยะที่กำหนด
ไว้ การพิมพ์ข้อความในแต่ละย่อหน้าให้เว้นระยะตามหลักเกณฑ์การพิมพ์ทั่วไปคือ 2 บรรทัดสำหรับขึ้นหัวข้อใหม่และเว้น 1 บรรทัด สำหรับรายการต่อเนื่อง
3.4 การพิมพ์รายการของคำนำสารบาญบรรณานุกรมภาคผนวกฯลฯให้วางข้อความดังกล่าวไว้ตรงกลางหน้ากระดาษห่างจาก ขอบกระดาษด้านบน 2 นิ้วเมื่อพิมพ์ข้อความแล้วให้เว้น 3 บรรทัดหรือ 3 ระยะเครื่องพิมพ์ดีดก่อนที่จะพิมพ์ข้อความอื่น
3.5. การพิมพ์หน้าชื่อบท หรือชื่อเรื่องมีแนวการพิมพ์ดังนี้
3.5.1.ให้วางชื่อบทไว้กลางหน้ากระดาษโดยห่างจากขอบกระดาษบน 2 นิ้ว สำหรับชื่อเรื่องหรือชื่อบทก็ให้อยู่
กลางหน้ากระดาษของบรรทัดต่อจากชื่อบทโดยไม่มีบรรทัดว่างคั่น
3.5.2.ข้อความที่อยู่ในบรรทัดแรกของเนื้อหาในย่อหน้าแรกของบทให้พิมพ์ห่างจากชื่อบท 2 บรรทัด
3.6.การพิมพ์รายการบรรณานุกรมบรรณานุกรมที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้พิมพ์รายการภาษาไทยก่อน โดยจัดเรียงแต่ละรายชื่อตามลำดับอักษร ก-ฮ เว้น 1บรรทัดตามด้วยรายชื่อภาษาอังกฤษโดยมีวิธีเรียงดังนี้
3.6.1ให้พิมพ์รายชื่อของวัสดุสารสนเทศที่นำมาอ้างอิงแต่ละรายชื่อให้พิมพ์ห่างจากขอบกระดาษ 1.5 นิ้ว ตามที่กำหนดไว้ถ้าไม่จบในบรรทัดเดียวกันให้ขึ้นบรรทัดใหม่โดยให้เว้นจากขอบกระดาษเข้ามาอีก 5 หรือ 7 ระยะแล้วเริ่ม พิมพ์ระยะที่ 6 หรือระยะที่ 8
3.6.2. ถ้าอ้างอิงงานของผู้เขียนคนเดียวกัน 2 ครั้งรายการที่ 2 ไม่ต้องใส่ชื่อผู้แต่งซ้ำแต่ให้ขีดเส้นยาว เท่ากับ 8 ระยะตามด้วยเครื่องหมายมหัพภาค ก่อนที่จะลงชื่อเรื่องเป็นรายการต่อไป

ตัวอย่างรายการบรรณานุกรมและโน้ต
บรรณานุกรม


จำนง ทองประเสริฐ. ปรัชญาตะวันตกสมัยโบราณ. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณ์
ราชวิทยาลัย, 2533.
จำลอง พิศนาคะ. หลักการหาเงินของยิวในทัศนะของชาวญี่ปุ่น. กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง, 2533.
----------. เคล็ดลับการค้าของคนจีน. กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง, 2533.


เชิงอรรถ
การพิมพ์โน้ตที่เป็นเชิงอรรถซึ่งอยู่ตอนล่างของหน้ากระดาษให้ขีดเส้นแยกเนื้อหาออกจากสิ่งที่เป็นเชิงอรรถควรอยู่ห่างขอบกระดาษ ด้านล่างไม่น้อยกว่า 1 นิ้ว

3.7. การกำหนดเลขหน้าของรายงานในการกำหนดเลขหน้าของรายงานผู้ทำรายงานอาจระบุเลขหน้าไว้ที่ใดที่หนึ่งของหน้า กระดาษดังนี้
- ระบุเลขหน้าที่ริมขวาด้านบนของหน้ากระดาษให้ตัวเลขอยู่ห่างจากขอบกระดาษด้านขวา 1 นิ้ว
- ระบุเลขหน้าตรงกลางหน้ากระดาษให้ตัวเลขอยู่ห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้ว
- ระบุเลขหน้าที่ริมขวาด้านล่างของหน้ากระดาษให้ตัวเลขอยู่ห่างจากขอบกระดาษด้านขวา1นิ้ว

3.7.1 ให้ระบุเลขหน้าของรายงานทุกๆหน้ายกเว้นหน้าว่างไม่นับเป็นส่วนหนึ่งของรายงานทั้งนี้ให้ เริ่มนับจากหน้าปกในหน้าที่มีภาพ ประกอบเต็มหน้าและหน้านำเรื่องซึ่งอาจไม่มีเลขหน้ากำกับแต่ให้นับเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน
3.7.2 เลขหน้าของส่วนประกอบตอนต้นของรายงาน ดังกล่าวใน(ข้อ 3.7.1) นิยมใช้เลขโรมันเล็กหรือใช้ ตัวอักษร ก ข ค ง เป็นเครื่องกำหนดเลขหน้าตามลำดับและนิยมระบุไว้ตอนล่างของหน้ากระดาษ ห่างจากขอบกระดาษล่าง 1 นิ้ว เริ่มต้นด้วยตัว อักษร ข. เนื่องจากหน้าปกในนับเป็น หน้า ก. แต่ไม่นิยมระบุเลขหน้าดังนั้นหน้าต่อไปเป็น หน้า ข.
3.7.3 เลขหน้าของส่วนเนื้อหาและส่วนประกอบตอนท้ายของรายงานให้เริ่มต้นด้วยเลขอารบิค 1 2 3 4 5 ตามลำดับจนจบหน้าท้ายสุดของรายงานและบรรณานุกรมเลขหน้าของเนื้อเรื่องภาพประกอบภาคผนวกโน้ตบรรณานุกรมนิยมระบุไว้ตอนหน้า
กระดาษห่างจากของกระดาษ 2 นิ้ว สำหรับหัวข้อสำคัญเช่นหน้าแรกของบทที่บทบรรณานุกรมหน้าภาคผนวกหน้าภาพประกอบและโน้ต จะระบุเลขหน้าไว้ที่ด้านล่างตรงกลางหน้ากระดาษในระยะที่กำหนดไว้

 

การนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า
ก่อนหน้านี้

ห้องสมุดกับการรู้สารสนเทศ (30001601)

 

Friday 23-Sep-2005 2:18 PM

บทนำ
ห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ
ข้อมูลสารสนเทศ
ระบบการจัดหมู่
เครื่องมือสืบค้น1
เครื่องมือสืบค้น2
สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
การเลือกใช้และการบันทึกข้อมูล
การนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า
ลิงค์ฐานข้อมูล
แบบทดสอบ
ใบความรู้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

้องสมุดวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84000
tanawanpong@yahoo.com