ประวัติกักกันพืช
     
เหตุการณ์สำคัญด้านกักกันพืช
เหตุการณ์สำคัญด้านกักกันโรคทั่วโลก

ประเทศไอร์แลนด์

ในระหว่างปี พ.ศ. 2388-2389 ปรากฏว่าโรคใบไหม้ของมันฝรั่ง (potato late blight) เกิดจากเชื้อรา Phytophthora infestants (Mont) de Bary ซึ่งเป็นโรคที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศแถบอเมริกาใต้ ได้เกิดขึ้นและระบาดรุนแรงในประเทศไอร์แลนด์ จนทำให้มันฝรั่งซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของชาวไอริชต้องพังพินาศลง เป็นผลให้ชาวไอริชขาดแคลนอาหาร และประสบกับความอดอยาก จนในที่สุดต้องพากันอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อยู่ใหม่ในอเมริกา

ประเทศอังกฤษ

มีรายงานว่าไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกมันฝรั่งถูกทำลายโดยไส้เดือนฝอยที่ชื่อว่า golden nematode (Globodera rostochiensis) ไส้เดือนฝอยชนิดนี้เชื่อว่ามีแหล่งกำเนิดอยู่ในแถบที่ราบสูงของประเทศเปรู ไส้เดือนฝอยนี้มีรายงานพบในยุโรปในปี พ.ศ.2444
โรคราแป้งขององุ่น (powdery mildew) เกิดจากเชื้อรา Uncinula necator (Schw.)Burr. เกิดระบาดขึ้นในอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2388 เป็นโรคที่เชื่อว่าติดมากับท่อนพันธุ์องุ่นจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งโรคนี้ไม่มีความสำคัญนักกับองุ่นในขณะที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี พ.ศ.2400 ปรากฏว่าโรคนี้ได้แพร่ระบาดเข้าไปในประเทศฝรั่งเศส และทำความเสียหายอย่างรุนแรงกับองุ่น ทำให้ผลผลิตองุ่นลดลงถึง 75 เปอร์เซ็นต์

ประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้วงงวงเจาะสมอฝ้าย (cotton boll weevil) เป็นแมลงศัตรูฝ้ายที่ร้ายแรงมาก รู้จักกันเป็นอย่างดีในแม็กซิโกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2405 และพบแพร่ระบาดเป็นครั้งแรกที่รัฐเท็กซัส

เมื่อปี พ.ศ. 2433 ผีเสื้อข้าวเปลือก (angoumois grain moth) มีถิ่นกำเนิดและแพร่ระบาดในประเทศแถบทวีปยุโรป ตามรายงานกล่าวว่าได้แพร่ระบาดเข้ามาในสหรัฐอเมริกาที่รัฐนอร์ทคาโรไลนา เมื่อปี พ.ศ. 2473

แมลงวันเฮเซียน (hessian fly) กล่าวกันว่ากองทหารรับจ้าชาวเฮเซียนเป็นผู้นำเข้ามาแพร่ระบาดในสหรัฐอเมริกา ระหว่างช่วงสงครามปฏิวัติ มีรายงานพบเป็นครั้งแรกที่รัฐลองไอแลนด์ในปี พ.ศ. 2322 และกลายเป็ฯศํตรูพืชร้ายแรงของข้าวสาลีระบาดทำลายแปลงปลูกข้าวสาลีครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

หนอนเจาสมอฝ้ายสีชมพู (pink bollworm) เป็นแมลงศัตรูฝ้ายอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะแพร่ระบาดจากอียิปต์เข้าไปในแม็กซิโก โดยติดไปกับเมล็ดฝ้ายเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2454 และต่อมามันได้แพร่ข้ามพรมแดนแม็กซิโกเข้าไปในรัฐเท็กซัสเมื่อปี พ.ศ. 2469 รัฐเปอร์โตริโกและรัฐนิวแม็กซิโก ในปี พงศกร. 2464 ไปถึงรัฐอริโซนา ในปี พ.ศ. 2469 พบแพร่ระบาดในรัฐหลุยเซียนาในปี พ.ศ. 2463 หลังจากนั้นได้ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น

ด้วงญี่ปุ่น (japanese beetle) เชื่อได้ว่าได้เล็ดลอดเข้ามาในสหรัฐอเมริการาวปี พ.ศ. 2459 โดยแอบหลบซ่อนอยู่กับดินห่อหุ้มรากต้นไอริช (iris) จากจุดแรกที่พบแพร่ระบาดใกล้ๆ กับเมืองฟิลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย ปัจจุบันนี้มักได้แพร่กระจายขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ทีละน้อยไปทางทิศตะวันตกจนกระทั่งถึงรัฐมิสซิปซิปปี้

สำหรับการนำเข้าข้าวฟ่างไม้กวาด (boomcorn) จากประเทศในทวีปยุโรประหว่างช่วงปี พ.ศ. 2452-53 นั้น เป็นฯที่เชื่อว่าหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด (european corn borer) ได้เล็ดรอดเข้ามาแพร่ระบาดในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีรายงานการแพร่ระบาดจนกระทั่งปี พ.ศ. 2460 และขณะนี้การแพร่ระบาดได้ขยายวงออกอย่างช้าๆ ไปทางทิศตะวันตก

แมลงวันผลไม้ (mediterranean fruit fly) เกือบจะสามารถเจริญแพร่พันธุ์อย่างถาวรได้สำเร็จในสวนส้มที่รัฐฟลอริดา ในปี พ.ศ. 2472 แต่นับว่าโชคดีที่มีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถกำจัดให้หมดสิ้นได้ในปี พ.ศ. 2473 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ยังไม่พบการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้ชนิดนี้อีก

ด้วงงวง (white fringed beetle) นำเข้ามาจากประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ ก่อนหน้าพบด้วงชนิดนี้ในปี พ.ศ. 2479 ปรากฏว่าได้เคยมีรายงานการแพร่ระบาดของด้วงหลายชนิดทำลายรากต้นพืชอยู่ใน 9 รัฐ ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่รัฐนอร์ทคาโรไลนา ไปจนถึงรัฐหลุยเซียน่า

สำหรับผีเสื้อกลางคืนจีพชี (gipsy moth) นั้นเป็นแมลงที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป การแพร่ระบาดใสสหรัฐอเมริกามีสาเหตุมาจากภาชนะซึ่งใช้เลี้ยงแมลงของนักวิจัยคนหนึ่งตกแตกในขณะเกิดพายุใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2412 ที่เมืองเมคฟอร์ด รัฐแมชชาชูเซส หนอนผีเสื้อจึงหลบหนีออกไปจากห้องทดลองและผสมพันธุ์กันแพร่ระบาดออกไปอย่างรวดเร็ว ทำลายต้นไม้ในป่าและสวนทั้งรัฐนิวอิงแลนด์ ในขณะนี้มีการดำเนินโครงการซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของแมลงที่กำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก

ด้วงถั่ว (maxican bean beetle) มีความสามารถในการบินได้ดีพอประมาณ จึงบินจากไร่ถั่วในเขตแม็กซิโกข้ามพรมแดนเข้ามาแพร่ระบาดในสหรัฐอเมริกา ตามประวัติจริงๆ แล้วมันได้กลายเป็นศัตรูพืชร้ายแรงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 เมื่อเริ่มแพร่ระบาดมุ่งขึ้นไปทางเหนือ จากรัฐอลาบามา และในปัจจุบันด้วงถั่วสามารถแพร่ระบาดข้ามพรมแดนสหรัฐอเมริกาเข้าไปในคานาดาได้แล้ว

เพลี้ยหอย (San Jose scale) ระบาดเข้าสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2423 โดยติดมากับต้นพืช (peach) หรือต้นไม้ประดับจากประเทศจีน ไปยังฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในราวปี พ.ศ. 2430 โดยติดไปกับต้นพลัมญี่ปุ่น (japanese plum) และต่อมาได้แพร่ระบาดกระจายติดไปกับต้นอ่อน เพลี้ยหอย San Jose scale สามารถดำรงชีวิตแพร่ขยายพันธุ์อย่างถาวรในรัฐเมรีแลนด์และเวอร์จิเนียในราวปี พ.ศ. 2436

ด้วงงวงมันเทศ (sweetpotato weevil) พบแพร่ระบาดในรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2418 แมลงชนิดนี้มีรายงานการแพร่ระบาดอยู่ในหลายประเทศ เป็นที่เชื่อว่าคงจะมีแพร่ระบาดในประเทศแถบคาริบเบียนมาแล้ว ก่อนจะถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา

แมลงชนิดใหม่อีกชนิดหนึ่งที่พึ่งจะเข้ามาในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ แมลงภู่ (european chafer) ขณะนี้สามารถแพร่พันธุ์อย่างถาวรได้แล้วในพื้นที่เล็กๆ ใกล้เมืองนิววาด รัฐนิวยอร์ค

นอกจากนี้แล้วในปี พ.ศ. 2490 พบการแพร่ระบาดของด้วงกะหล่ำ (cabbage leaf beetle) ซึ่งเป็นแมลงมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ในบริเวณใกล้กับเมืองโมบิล รัฐอลาบามา

และในปี พ.ศ. 2486 ยังพบหนอนเจาะฝักถั่ว (bean pod borer) ระบาดในพื้นที่เล็กๆ ที่รัฐเท็กซัสซึ่งหนอนเจาะฝักถั่วเป็นแมลงศัตรูพืชร้ายแรงในประเทศแถบคาริบเบียนและอเมริกากลาง

ในส่วนของโรคพืชจากต่างประเทศ ดูเหมือนว่าโรคใบไหม้ของต้นเกาลัด (chestnut blight) เป็นโรคพืชร้ายแรงที่มีความสำคัญทางกักกันพืชในอันดับต้นๆ ทั้งนี้เนื่องจากลัษณะการแพร่ระบาดทำความเสียหายรุนแรง เป็นที่เชื่อกันว่าเชื้อโรคอาจจะเล็ดรอดเข้ามาในสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2447 โดยติดมากับต้นอ่อนเกาลัดพันธุ์เอเซีย ในแถบเอเซียซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของโรคไม่เคยมีรายงานการเป็นโรคพืชที่ร้ายแรง แต่เมื่อเชื้อโรคพืชเข้ามาในสหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นโรคพืชร้ายแรงแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเหมือนไฟไหม้ป่า ในบริเวณรัฐทางตะวันออกเชื้อโรคทำลายต้นเกาลัดเสียหายรุนแรงมาก

โรคราน้ำค้างของข้าวฮอพ (hop mildew) เป็นโรคพืชร้ายแรงอีกชนิดหนึ่งเกิดจากเชื้อรา เป็นไปได้ว่าอาจจะแพร่ระบาดมาจากทวีปยุโรปราวปี พ.ศ. 2438 การเข้ามาแพร่ระบาดของโรคพืชชนิดนี้ในสหรัฐอเมริกาทำให้การเพาะปลูกข้าวฮอพ ต้องย้ายจากรัฐนิวยอร์คไปยังแหล่งปลูกใหม่แถบกลางประเทศ และต่อมาก็ต้องย้ายไปยังรัฐในแถบฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีการแพร่ระบาดของโรคติดตามไปอย่างไม่ลดละ

โรคดัชเอ็ลม (dutch elm) ติดเข้ามากับท่อนซุงต้นเอ็บมจากทวีปยุโรป เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 หรือก่อนหน้านี้ซึ่งต่อมาทำให้ต้นเอ็ลมที่ค่อนข้างอ่อนแอต่อเชื้อโรคในสหรัฐอเมริกาถูกทำลายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงมาก
เชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคพืชที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในแถบทวีปเอเซียได้แก่เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคแคงเกอร์ของส้ม เชื่อกันว่าได้แพร่ระบาดมาถึงสหรัฐอเมริกาโดยติดมากับต้นส้ม (poncirus trifoliata) ซึ่งนำเข้ามาเพื่อใช้เป็นต้นตอสำหรับติดตา (budding stock) เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2451-2453 หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ได้มีโครงการรณรงค์กำจัดโรคดังกล่าวนี้ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลา ซึ่งในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการกำจัดโรคแคงเกอร์ของส้มให้หมดสิ้นไปจาก 7 รัฐ ที่เป็นแหล่งปลูกส้มสำคัญของสหรัฐอเมริกา

โรควอทมันฝรั่ง (potato wart) เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราแพร่ระบาดจากทวีปยุโรปเข้ามาในสหรัฐอเมริกาเมื่อราวปี พ.ศ. 2455โดยติดมากับหัวมันฝรั่งนับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่เชื้อราสามารถเจริญอยู่ได้เฉพาะในบริเวณที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น ดังนั้น โรคนี้จึงจำกัดขอบเขตการแพร่ระบาดอยู่ภายใน 3 รัฐ ทางตอนเหนือของประเทศเท่านั้น

ไส้เดือนฝอยหัวผักกาดหวาน (sugarbeet nematode) เป็นศัตรูพืชอีกชนิดหนึ่งจากประเทศในทวีปยุโรป ที่ได้เข้ามาแพร่ระบาดในแหล่งปลูกหัวผักกาดหวานของสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้

โรคฟแล็ก (flag smut) ของข้าวสาลี เป็นโรคพืชที่เชื่อกันว่าแพร่ระบาดเข้ามาในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับสินค้าข้าวสาลีจากออสเตรียในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1
ในแถบฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกามีการปลูกต้นปอบลาร์ (lombordy poplar) เป็นพื้นที่จำนวนมาก ต้นปอบลาร์เป็นต้นไม้ที่ปลูกไว้เพื่อให้ร่มเงา ปรากฏว่าเมื่อไม่นานมานี้มีโรคแคงเกอร์จากต่างประเทศแพร่ระบาดเข้ามาทำความเสียหายรุนแรงมา จนกระทั่งหลายๆ รัฐทางฝั่งตะวันออกต้องเลิกปลูกต้นไม้ชนิดนี้

โรคพืชที่สำคัญมากอีกชนิดหนึ่งจากทวีปยุโรป ได้แก่ โรครัสของหน่อไม้ฝรั่งทำให้การปลูกหน่อไม้ฝรั่งลดลงไปเป็นอย่างมาก ซึ่งต่อมาได้มีการปรับปรุงพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ต้านทานโรคขึ้นเป็นผลสำเร็จ

เชื้อราสาเหตุโรคใบไหม้ (late blight) ของมันฝรั่งเป็นโรคพืชร้ายแรงทางด้านกักกันพืชอีกชนิดหนึ่งที่เข้าไปแพร่ระบาดในทวีปยุโรปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2483 จากทวีปยุโรปมันได้ถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา และขณะนี้ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียอย่างมากในแหล่งปลูกมันฝรั่งทางภาคเหนือ

ประเทศศรีลังกา

ประเทศศรีลังกา เป็นประเทศที่ผลิตกาแฟเป็นอุตสาหกรรมก่อนประเทศอื่นๆ โดยการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิกา (Coffea arabica) ซึ่งนำพันธุ์เข้ามาจากประเทศเอธิโอเปีย รัฐบาลของประเทศศรีลังกาได้ทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลในอุตสาหกรรมผลิตกาแฟ สร้างทางรถไฟเข้าไฟปยังแหล่งปลูกกาแฟเพื่อการขนส่งแกแฟ ราวๆ กลางศตวรรษที่ 19 ขณะที่ทางรถไฟสร้างเสร็จ คือ ในปี พ.ศ. 2418 ปรากฏว่าโรคราสนิมของกาแฟ (coffee rust) ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Hemileia vastatrix ระบาดทำลายต้นกาแฟทั้งที่กำลังจะติดผลและต้นอ่อนตายลงอย่างรวดเร็วในปี พ.ศ. 2413 การผลิตกาแฟของประเทศศรีลังกามีผลผลิตจาด 180,000 ตัน ลดลงเหลือเพียง 2,500 ตัน ในปี พ.ศ. 2432 และสุดท้ายในปี พ.ศ. 2435 ปรากฏว่าเกือบไม่มีต้นกาแฟที่ปลอดจากโรคราสนิมเข้าทำลายเหลืออยู่เลย ในที่สุดศรีลังกาต้องเลิกล้มการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิกา หันมาปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้า (coffea robusta) แทน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรคราสนิมแต่คุณภาพของกาแฟด้อยกว่ากาแฟพันธุ์อาราบิกา


ประเทศบราซิล

ในปี พ.ศ. 2513 ปรากฏว่าโรคราสนิมได้เกิดขึ้นในประเทศบราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก คือประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของกาแฟในตลาดโลก โรคราสนิมได้ระบาดอย่างรุนแรงและทำความเสียหายอย่างหนัก จนเกือบจะทำให้อุตสาหกรรมผลิตกาแฟของประเทศบราซิลต้องสิ้นสุดลง
โรคใบร่วงของยางพารา (south american leaf blight ; SALB) ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Mycocyclus ulei P. Henn. ปรากฏเป็นครั้งแรก เป็นโรคที่ไม่ค่อยจะมีความสำคัญนัก ในขณะที่เกิดกับยางพาราซึ่งปลูกกระจัดกระจายกันอยู่ในป่า ในระยะต่อมาเมื่อประเทศบราซิลทำการปลูกยางพาราเป็นอุตสาหกรรม โดยปลูกเป็นแหล่งใหญ่ขึ้น โรคนี้จึงได้กลายเป็นโรคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของยางพาราของประเทศในแถบอเมริกาใต้


ประเทศฟิลิปปินส์

ในประเทศฟิลิปปินส์ ปรากฏว่าโคกาดัง กาดัง (cadang cadang) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรอยด์ (viroid) ของมะพร้าวซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกบนเกาะเล็กๆ และต่อมาในปี พ.ศ. 2471 ได้พบต้นมะพร้าวที่เป็นโรคนี้บนเกาะลูซอน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2506 ปรากฏว่าโรคนี้ได้ระบาดอย่างรุนแรง เป็นผลให้ต้นมะพร้าวประมาณ 20 ล้านต้นตายหรือไม้ติดผล เนื่องจากโรคนี้เข้าทำลาย

ประเทศจาไมก้า

โรค lethal yellowing ของมะพร้าว ซึ่งเกิดจากเชื้อไมโคพลาสม่า (mycoplasma) มีรายงานว่าทำความเสียหายต่อมะพร้าวในประเทศจาไมก้าถึงปีละประมาณ 60,000-90,000 ต้น และปัจจุบันมีรายงานว่าโรคนี้ได้แพร่ระบาดไปทั่วทั้งเกาะ
ในปี พ.ศ. 2478 กล้วยได้รับความเสียหายจากการทำลายของโรคปานามา (panama diseases) ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum เป็นเนื้อที่ปลูกถึง 33,000 เอเคอร์ และในปี พ.ศ. 2483 ความเสียหายได้เพิ่มขึ้นถึง 40,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ปลูกกล้วยทั้งหมด เพื่อที่จะจำกัดการระบาดของโรคและทำการปราบโรคนี้จึงเป็นผลให้การผลิตกล้วยต้องลดลงจาก 24.5 ล้านตัน เหลือเพียง 3.7 ล้านตัน ในระหว่างปี พ.ศ. 2473 ถึงปี พ.ศ. 2495

ประเทศออสเตรเลีย

ในประเทศออสเตรเลีย เชื่อกันว่าโรคบันชี่ท๊อป (bunchy top) ของกล้วยซึ่งเกิดจากเชื้อวิสา ได้ถูกนำเข้าไปในออสเตรเลียจากประเทศฟิจิ (Fiji) เมื่อปี พ.ศ. 2463 และเกือบจะทำลายอุตสาหกรรมปลูกกล้วยในรัฐ New South Wales โดยทำให้ผลผลิตกล้วยลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2465 ปรากฏว่าผลผลิตกล้วยลดลงต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
ในปีพ.ศ. 2490 แตน sirex wood wasp, (Sirex noctililo) ได้แพร่ระบาดเข้ามาในออสเตรเลีย แต่ยังคงไม่พบการแพร่ระบาดจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2495 ที่รัฐ Tasmania และในปี พ.ศ. 2504 ที่รัฐ Vitoria ในทวีปยุโรป แตนชนิดนี้ไม่ได้เป็นศัตรูพืชร้ายแรง พบอาศัยอยู่ตามต้นสน (Pinus radiata) แต่เมื่อแพร่ระบาดเข้ามาในออสเตรเลียก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมป่าไม้ การที่แตนได้แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในออสเตรเลียนั้น เนื่องจากไม่มีศัตรูธรรมชาติคอยควบคุมจำนวนประชากรเหมือนในทวีปยุโรป
ในปี พ.ศ. 2515 โรค poplar rust เกิดจากเชื้อ Melampsora medusea ถูกตรวจพบในแปลงปลูกต้น poplar ใกล้กับเมือง Sydney ในปีต่อมา เชื้อโรครัสชนิดใหม่ คือ N-Laricipopulinia ได้ถูกตรวจพบที่ New South Wales เชื้อราทั้งสองชนิดแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วมากในออสเตรเลียและขณะนี้ได้แพร่ระบาดข้ามเข้าไปในประเทศนิวซีแลนด์แล้ว
ในปี พ.ศ.2519 หอยทากยักษ์ The giant african snail, Achatina fulica ถูกพบที่เมือง Gordonvale ในรัฐ North Queenland นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่มีการตรวจพบก่อนที่หอยทากจะแพร่กระจายไปยังแหล่งอื่นๆ ทำให้สามารถกำจัดหอยทากยักษ์ให้หมดสิ้นไปออสเตรเลียประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

ประเทศญี่ปุ่น

มีรายงานว่าก่อนที่จะมีการดำเนินงานกักกันพืชเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นนี้น มีโรคและศัตรูพืชหลายชนิดจากต่างประเทศเข้ามาระบาด คือ เพลี้ยอ่อน woolly apple aphid (Eviasoma lanigerum) พบเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2416 เพลี้ยทอง Arrow head scale (Unaspia yanonensis) ปี พ.ศ. 2441 ด้วงงวงถั่ว Pea-weevil (Bruchus pisorum) ปี พ.ศ. 2434 โรค late blight (Phytophthora infes tans) ปี พ.ศ. 2445 โรค crown-gall (Agrobacterium tumefeciens) ปี พ.ศ. 2433 เพลี้ยหอย cottony cushicn scale (Icerya purchasi) ปี พ.ศ. 2454 และเพลี้ยหอย red wax scale (Ceroplastes rubens) ปี พ.ศ. 2427 หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่น ประกาศใช้กฎหมายกักกันพืชแล้วมีศัตรูพืชร้ายแรงจากต่างประเทศเล็ดรอดเข้าไปแพร่ระบาดเช่นกัน ดังเช่นในปี พ.ศ. 2519 ปรากฏว่า พบด้วงงวง rice water weevil (lissorhoptrus oryzophilvs) ระบาดในนาข้าว แมลงชนิดนี้เข้ามาในประเทศได้อย่างไรไม่มีหลังฐานยืนยันที่แน่นอน แต่หลายคนเชื่อว่าแมลงระยะตัวแก่คงจะหลบซ่อนติดเข้ามากับพืชอาหารสัตว์ที่นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และเมื่อปี พ.ศ. 2526 พบด้วงงวง alfalfa weevil (Mypera pastica) ซึ่งเป็นศัตรูพืชมีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป ปัจจุบันแมลงชนิดนี้นอกจากจะเข้าไประบาดในญี่ปุ่นแล้ว ยังมีรายงานอีกว่าพบระบาดในหลายประเทศทั้งในอเมริกาเหนือ อัฟริกาเหนือ เอเซียตะวันตกและเซียใต้

ประเทศไทย

จากเอกสารต่างๆ พอที่จะยืนยันได้ว่ามีศัตรูพืชหลายชนิดจากต่างประเทศได้แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การระบาดเข้ามาของศัตรูพืชไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญเล็ดลอดติดเข้ามากับพืช แต่ตั้งใจนำเข้ามาในประเทศเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง ทว่าต่อมาภายหลังได้เกิดเล็ดลอดออกจากที่ควบคุมออกไปแพร่ระบาดและก่อให้เกิดปัญหาต่อการเกษตรกรรม ถ้าจะพิจารณาแบ่งออกเป็นช่วงก่อนและหลังปี พ.ศ. 2495 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้กฎหมายกักกันพืช มีศัตรูพืชร้ายแรงจากต่างประเทศหลายชนิดเข้ามา และสามารถเจริญแพร่พันธุ์เป็นการถาวร ในสภาพนิเวศของประเทศไทย จากเอกสารที่มีการบันทึกไว้มีรายละเอียดการเข้ามาของศัตรูพืชที่สำคัญก่อนปี พ.ศ. 2495 ดังนี้

ผักตบชวา (water hyacinth, Eichhornia crassipes Solms.)

เป็นวัชพืชที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี มีแหล่งกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ แถบประเทศบราซิล ผักตบชวาได้ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2444 โดยอัครชายา ในรัชกาลที่ 5 ได้ทรงติดตามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสประเทศชวา (อินโดนีเชียปัจจุบัน) โดยในขณะที่เสด็จประพาสไปตามถนนสายต่างๆ ของประเทศชวา ได้ทอดพระเนตรดอกผักตบชวาที่ขึ้นตามคูน้ำข้างถนน มีความสวยงามดีก็ทรงพอพระทัย จึงโปรดให้นำกลับมาปลูกที่วังสระปทุมเพื่อจุดประสงค์ใช้เป็นไม้ประดับของสระน้ำภายในวังและรและรู้จักกันในชื่อ "ผักตบชวา" ต่อมาเกิดน้ำท่วมวังสระปทุมจึงทำให้ผักตบชวาหลุดลอยออกมาภายนอกวังและมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งระบาดสู่แม่น้ำ ลำคลองต่างๆ ทุกภาคของประเทศไทย
ในสมัยรัชการที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปริวิตกว่าผักตบชวาเป็นพันธุ์พืชที่โทษ เพราะขยายพันธุ์ได้รวดเร็วแล้วแผ่เป็นแพเต็มไปในท้องที่ ทำให้เกิดความลำบากในการเดินเรือ เป็นอุปสรรคในการทำนา และเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เสนาบดีกระทรวงคมนาคม (เป็นประธาน) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และเสนาบดีกระทรวงนครบาล นำพระราชปรารภไปปรึกษาในที่ประชุมเทศาภิบาลในคราวประชุมประจำปีที่ 19 เมื่อพ.ศ. 2456 ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าในการที่จะกำจัดผักตบชวาให้ได้ผลจริง จำต้องออกเป็นพระราชบัญญัติห้ามปรามมิให้ผู้นหนึ่งผู้ใดนำผักตบชวาไปตามท้องที่ต่างๆ และหากมีผักตบชวาในท้องที่ผู้ใด ให้เป็นหน้าที่ผู้นั้นทำลายเสียให้หมดแต่ก่อนที่จะประกาศใช้ให้รัฐบาลช่วยกำจัดผักตบชวาซึ่งมีมากในหัวเมืองมณฑลข้างตอนใต้ ทางแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง ให้เหลือเบาบางพอกำลังราษฎรจะกำจักได้เองเสียก่อน จึงควรใช้พระราชบัญญัติให้เหมือนกันทั่วไป พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำริเห็นว่า ความเห็นซึ่งที่ประชุมเทศาภาบาลกราบบังคมทูลนั้นชอบด้วยพระราชบริหารแล้ว จึงได้ตราเป็นพระราชบัญญัติขึ้นเรียกว่า "พระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ. 2456"

หอยทากยักษ์ (gaint african snail, Achatina fulica Bowdich)

เป็นหอยศัตรูพืชที่ร้ายแรงที่สุด มีถิ่นกำเนิดแถบอัฟริกาตะวันออก มีรายงานไว้ว่าได้รับตัวอย่างหอยทากยักษ์จากประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 22481 และได้สันนิษฐานว่าอย่างช้าที่สุดคงจะประมาณปี พ.ศ. 2480 หอยทากยักษ์ตัวแรกได้เข้ามายังประเทศไทย จากแหล่งที่มีหอยทากยักษ์ระบาดในประเทศมาเลเซีย มีผู้สันนิษฐานว่าหอยทากยักษ์นี้ได้ระบาดมากที่ปาดังเบซาร์ สะเดา กันตัง หาดใหญ่ ตรัง และทุ่งสง และสันนิษฐานว่าคงจะระบาดเข้ามาจากประเทศมาเลเซียโดยอาศัยรถไฟเป็นสื่อนำ คือเกาะติดมากับรถไฟ แล้วทิ้งตัวร่วงหล่นขยายพันธุ์ต่อไป แต่ อารียันต์ มันยีกุล ได้ให้ข้อสังเกตุว่าคนจีนจากมาเลเซียเป็นผู้นำเอาหอยทากยักษ์เข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้เลี้ยงเป็ด
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 มีศัตรูพืชร้ายแรงหลายชนิดที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย ดังมีรายละเอียดของศัตรูพืชที่สำคัญลบางชนิด ดังนี้

ไมยราบยักษ์ ไมยราบหลวง หรือจียอบหลวง (Mimosa pigra linn)

ไมยราบยักษมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทวีปอเมริกาใต้แถบลาตินอเมริกาเขตร้อน ไมยราบยักษ์ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2495 โดยผู้นำเกษตรชาวไร่ยาสูบทางภาคเหนือได้นำเมล็ดพันธุ์ไมยราบจากประเทศอินโดนีเซียมาปลูกที่อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ด้วยกันสองชนิดคือ ชนิดต้นเป็นไม้ยืนต้น ได้แก่ไมยราบยักษ์ (Mimosa pigra linn) และชนิดเถาซึ่งเป็นพืชล้มลุก คือ ไมยราบเครือ (Mimosa invisa Mart) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการใช้เป็นพืชบำรุงดินในอุตสาหกรรมไร่ยาสูบ นอกจากนี้ยังพอมีหลักฐานพอเชื่อได้ว่า การนำเอาไมยราบยักษ์เข้ามาปลูกในประเทศไทยคราวนั้น ยังมุ่งที่จะใช้ไมยราบยักษ์เป็นพืชอาศัยของครั่งแทนต้นจามจุรี (Samanea saman Merr.) หรืออาจจะมีความประสงค์ต้องการปลูกไมยราบยักษ์เป็นไม้ยึดฝั่ง ป้องกันการพังทลายของตลิ่งบริเวณไร่ยาสูบ เพราะเห็นว่าไมยราบยักษ์เจริญเติบโตดีตามบริเวณชายฝั่งลำธารด้วยก็เป็นได้
จากความมุ่งหมายต่างๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้นเองที่เป็นสาเหตุให้ไมยราบทั้งสองชนิดเข้ามาแพร่พันธุ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะไมยราบยักษ์ ได้มีจุดยืนที่แน่นอนในภาคเหนือ จนถึงปัจจุบันประกอบกับไมยราบยักษ์เป็นพืชที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของภาคเหนือได้ดีและผลิตเมล็ดขยายพันธุ์ได้มาก ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาไม่นานนักจึงกลายเป็นวัชพืชระบาดทั่วไป

หญ้าขจรจบ (Pennisetum pedicellatum Trin. และ P.polystachyon schult)

หญ้าขจรจบ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หญ้าพม่า หญ้าคอมมูนิสต์ เป็นวัชพืชที่สำคัญนำความเสียหายมาสู่การเกษตรของประเทศไทยเป็นอย่างมาก สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโดยเมล็ด หญ้าขจรจบเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2498 โดยศาสตราจารย์ คูมา ผู้เชี่ยวชาญพืชอาหารสัตว์ของ FAO สั่งมาจากประเทศอินเดียเพื่อทดลองปลูกเป็นพืชอาหารสัตว์

โรคเออร์กอท (ergot) ของข้าวฟ่าง

เป็นโรคพืชใหม่ที่มีรายงานว่ามีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศและเล็ดลอดเข้ามาระบาดในประเทศไทย พบเมื่อปี พ.ศ. 2527 บนข้าวฟ่าง ระบาดอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ในอดีตกาลที่ผ่านมาโรคเออร์กอทไม่เคยมีในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นธัญญพืชหรือหรือวัชพืชใดๆ ก็ตาม เชื้อเออร์กอทระบาดเข้ามาในประเทศโดยติดเข้ามากับพืช ซูเดกซ์ (sudex) ซึ่งใช้เป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดีให้โปรตีนและคุณค่าทางอาหารสูง ทนแล้งและโตเร็ว นิยมปลูกในประเทศเมืองหนาวเพื่อใช้เลี้ยงโคนม ด้วยข้าดีดังกล่าวจึงได้มีพ่อค้าพยายามนำพืชนี้เข้ามาปลูกในประเทศไทย เมื่อนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยพืชนี้เป็นโรคเออร์กอทรุนแรง และลุกลามรวดเร็วมากและผลสุดท้ายได้ถ่ายทอดไปยังข้าวฟ่าง

www.oocities.org/thaipqs
HOME