legendhead.gif (7815 bytes)

ฉบับ ท่านเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ  บุนนาค) เรียบเรียงไว้แต่ปีฉลู  พ.ศ. ๒๕๐๘

  [ตำนานที่ ๑] [ตำนานที่ ๒] [ตำนานที่ ๓] [ตำนานที่ ๔] [ตำนานที่ ๕]  

   พระปฐมเจดีย์นี้  จะมีกษัตริย์แต่โบราณตั้งเป็นเมืองหลวงอยู่ที่นั้น สร้างขึ้นก่อนพระเจดีย์ทั้งปวงในประเทศ ไทย  จึงสืบได้ ความในหนังสือเก่า ๆ ว่า  .- 

-   สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้  ๕๖๙  ปีบ้าง    
-   สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้  ๑,๑๘๕ ปีบ้าง   
-   สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้  ๑,๒๖๔ ปีบ้าง 
-   สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้  ๑,๖๓๓ ปีบ้าง 

ไม่ถูกกัน   มีกำหนดนับว่าสูงสี่สิบห้าวาศอก     ว่าเป็นที่แทนพระพุทธเจ้าเสด็จมาบรรทมอยู่ที่นั้นและได้บรรจุ พระ ทันตธาตุ  คือ  พระเขี้ยวแก้วองค์หนึ่ง   ครั้งหนึ่งบรรจุพระบรมธาตุอีกทะนานหนึ่ง  อีกครั้งหนึ่งบรรจุ พระบรมธาตุ ร้อยพระองค์ได้ความไม่ถูกกัน    จะคิดเอาเป็นแน่ทีเดียวก็สงสัยอยู่ แต่เห็นว่าจะสร้างเมื่อกษัตริย์ศรีธรรมาโศกราชแจก พระบรมธาตุไปในประเทศทั้งปวงที่นับถือพระพุทธศาสนาหมือนกัน  ในครั้งนั้นพระพุทธศักราชล่วงได้   ๒๑๘    ปี  ภายหลังเห็นว่าจะมีผู้สถาปนาเพิ่มเติมมาอีกหลายครั้งหลายคราวมาแล้ว       และเป็นสถานที่ใหญ่กว่าที่อื่น        คงจะมี พระบรมธาตุบรรจุไว้เป็นแน่  ไม่เป็นที่สงสัยเลย   
พระปฐมเจดีย์มีหนังสือเก่า  ๆ  ว่า  มีปรากฏก่อนที่คนได้พบพระพุทธบาท        พระฉาย กว่าพันปี    ไม่ควรที่จะทิ้งให้ รกร้างอยู่     จึงได้ถวายพระพรแด่สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว    ทรงทราบแล้ว ดำรัสว่า  เป็นของอยู่ในป่ารก  จะทำขึ้นก็เห็นไม่เป็นประโยชน์อันใดนัก ครั้นได้ทรงสดับพระกระแสว่าไม่โปรดแล้ว ก็ทรงพระจินตนาไว้ว่า   จะทรงสถาปนาปฏิสังขรณ์ขึ้นไว้ให้จงได้  ก็ครั้งนี้ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติแล้วควรจะกระทำ ตามพระราชประสงค์ไว้แต่เดิมจึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ช่าง    ทหารในต่อตัวอย่างถวาย เป็นรูปพระเจดีย์กลม ฐานทักษิณไม่มี   ก่อเป็นกระดานและช่องกระจกขึ้นไปจนถึงบัวถลา  แล้วชักลูกแก้วเข้าไปทั้งสามชั้น     จึงตั้งบัวกลม ปากระฆัง 
  ตัวอย่างพระเจดีย์ ตามรูปเดิมเสร็จแล้ว จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์  คือ สมเด็จพระยาองค์ใหญ่ เป็น  แม่กองเจ้าของการให้  พระศรีสมบัติ   หลวงพิทักษ์โยธา  หลวงนราเรืองเดช เจ้ากรมไพร่ หลวงอาสาใหม่  หลวงโยธาไพจิตร ช่าง ทหารใน ออกไปเป็นนายงานทำได้ลงมือถางต้นไม้ บนองค์พระ และทางที่ขุด คลอง 
  ครั้นมาถึงวันอังคาร  เดือนยี่  ขึ้น  ๕  ค่ำ  ปีฉลู  เบญจศก  จุลศักราช  ๑๒๑๕  ปี  เพลายามเศษ เห็นที่องค์พระปรางค์ เป็นดวงกลมออกจากซุ้มคูหาฝ่ายอุดรทิศ  ดวงโตเท่าผลส้มเกลี้ยง  มีรัศมีสว่างขึ้นไปเบื้องบนถึงยอดนพศูล  เบื้องต่ำถึง ขั้นทักษิณาเดิมแล้ว ก็หายไป  ได้จัดการทำมาปีเศษ สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ให้ซื้อเอาอิฐ  มีผู้มารื้อขายที่วัดเก่าๆ บ้าง  และให้ทำขึ้นบ้าง ก่อฐานขึ้นไปได้แปดศอก 
ครั้นมาถึง ณ วันเดือนหก  ขึ้น ๑๐  ค่ำ  ปีเถาะ  สัปตศก  สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ถึงแก่พิราลัย     จึงโปรดเกล้าโปรด กระหม่อมให้  เจ้าพระยาวิวงศ์      ซึ่งแปลงชื่อมากเป็น เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี เป็นแม่กองเจ้าของการทำ ต่อไป จึง พระราชทานเมืองนครชัยศรี ซึ่งขึ้นกรมมหาดไทยมาขึ้นกรมท่าด้วย
    เจ้าพระยาทิพากรวงศ์    จึงได้เกลี้ยกล่อมพวกรามัญมารับจ้างทำอิฐบ้าง    ที่เป็นทาสลูกหนี้ผู้มีชื่อก็ช่วยมาให้ทำอิฐ  หลายสิบครัวรับจ้างจีนเผาปูนและจีนก่อนขึ้นไป    จึงให้   พระสุธรรมไมตรี   เป็นกงสีจ่ายเงินค่าจ้างแรงจีนและค่าจ้าง มอญทำอิฐ แลดูเบ็ดเสร็จทั่วไป   ให้  พระศรีธรรมสาสน์   เป็นผู้ช่วยซื้อของส่ง   นายงานเก่าพระศรีสมบัติก็เลื่อนไปที่  พระยาศรีสรราช หลวงพิทักษ์โยธา   หลวงนราเรืองเดช   เป็นเจ้ากรมไพร่หลวง ราชการมีมากให้กลับเข้ามารับราชการ ในกรุง  จึงตั้งนายงานใหญ่  ขุนหมื่นในกรมท่าหมื่นบำรุงเจดีย์หนึ่ง  หมื่นชำนาญชลธี หนึ่ง ทหารปืน  หลวงศักดาเดช  เจ้ากรมขุนยงสงคราม ปลัดกรม  และขุนหมื่น  เป็นนายงานรองบ้าง  เป็นเสมียนบ้างอีกสามสิบนาย  ได้สร้างพระเจดีย์ เล็ก   ๆ   ไว้บนยอดเขาคนละองค์ มีชื่อปรากฏอยู่ในฐานพระเจดีย์นั้นแล้ว       ได้ช่วยกันคุมคนหัวเมืองเมืองนครชัยศรี  เมืองสมุทรสงคราม  เมืองสมุทรสาคร  เมือง ราชบุรี  เมืองพนัสนิคม มีจำนวคนผลัดเปลี่ยนเป็นสี่ผลัด  ได้เดือนละสอง ร้อย  ก่อขึ้นไปได้สูงสิบวา 
  ครั้น   ณ   วันอังคาร  เดือน   ๕   ขึ้น  ๙  ค่ำ   ปีมะเมีย   สัมฤทธิศก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จโดย พยุหยาตรา ชลมารค   มาขึ้นที่วัดชัยพฤกษมาลา   ด้วยครั้งนั้น คลองมหาสวัสดิ์  คลองเจดีย์ขุดยังไม่แล้ว แล้ว เสด็จทาง สถลมารคไปประทับแรมที่พลับพลาท่าหวด  ราตรีหนึ่ง ครั้น  ณ  วันพุธ เดือน  ๕  ขึ้น  ๑๐  ค่ำ  เสด็จทางชลมารคด้วย เรือกระบวน  ขึ้นที่ปากคลอง เจดีย์บูชา  แล้วเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค ประทับพลับพลาค่าย หลวง จึงโปรด ให้ กระทำเครื่องสักการบูชาต่าง ๆ เป็น อันมาก 
   ครั้นเวลาบ่ายห้าโมงเศษ   เสด็จขึ้นประทับพลับพลาบนเนินฐานพระปฐมเจดีย์ ฟังพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์แล้ว เสด็จพระราดำเนินประทักษิณรอบหนึ่งแล้ว   ทรงจุดดอกไม้เพลิงกระทำสักการบูชา พอจุดฝักแคก็เห็นดวงย้อยออกมา ตามซุ้มคูหาค้างบุรพทิศ   รัศมีขาวตกลงมา   หายไปที่หลังวิหารพระไสยาสน์เก่า    ซึ่งอยู่ที่วิหารหลวงเดี๋ยวนี้     บรรดา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการที่เฝ้าอยู่บนนั้น   ได้เห็นก็เป็นอันมาก   คนจำพวกที่อยู่ไกลได้เห็นก็ว่า   ดวงดาวตกใกล้ จนถึงลานพระบ้าง  ถึงหลังพระราชวังบ้าง ที่อยู่ใกล้ได้เห็นก็ว่า  ดวงดาวตกใกล้จนถึงลานพระบ้าง  ถึงหลังพระราชวัง บ้าง ที่อยู่ใกล้ก็เห็นตกไกลออกไป ที่อยู่ไกลก็เห็นตกใกล้เข้ามาเสมอเพียงตัวอยู่ ก็เป็นการอัศจรรย์อย่างหนึ่ง 
ครั้น  ณ   วันพฤหัสบดี  เดือน  ๕  ขึ้น ๑๑  ค่ำ มีการ สมโภชต่าง ๆ และมีละครผู้หญิงข้างใน  และเวียนเทียนด้วยแล้ว พระราชทานเงินพระคลังเดิม  เป็นส่วนพระราชกุศลอีก สามสิบชั่ง  พระราชทานแก่คนทำการแล้ว ทรงโปรยทานแจก ราษฎรที่มาเชยชมพระบารมี  อยู่ที่ทางเสด็จพระราชดำเนินสิ้นพระราชทรัพย์เป็นอันมาก 
   ฝ่ายพระบรมวงศาข้าราชการ  มีจิตเลื่อมใสศรัทธาบริจาคทรัพย์เข้าในส่วนพระราชกุศลตามศรัทธาแทบทุกคนแล้ว โปรดเกล้า   โปรดกระหม่อมให้เรียกว่า    พระปฐมเจดีย์    ตามหนังสือเก่า  ๆ   ด้วย  ทรงเห็นว่า    พระเจดีย์นี้มีขึ้นก่อน พระเจดีย์ในประเทศไทย แล้วทรงพระราชอุทิศยกคนบ้านพระปฐมเจดีย์   ชายฉกรรจ์ถวายเป็นข้าพระร้อยยี่สิบหกคน ตั้งเจ้ากรมเป็นที่   ขุนเกษตรานุรักษ์   ตั้งปลัดกรมเป็น ขุนพุทธจักรรักษา   หมื่นถานาธิบาล  สมุห์บัญชียกค่านาและสม พักศรที่ ใกล้องค์พระเป็นกัลปนาขึ้นวัด  บางปีก็ได้ค่านาสามชั่ง  สองชั่งเศษบ้าง  สมพักศร  บางปีก็ได้ชั่ง สิบตำลึง บ้าง  สองชั่งบ้าง  ทรงถวายนิตยภัตด้วยแล้วก็เสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร 
  ครั้น   ณ   วันเสาร์   เดือน  ๖   ขึ้น  ๕  ค่ำ  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกไป  ทอด- พระเนตรพระปฐมเจดีย์   ครั้น   ณ   วันอังคาร   เดือน   ๖   ขึ้น  ๘  ค่ำ ได้ตั้งการสวดพระพุทธมนต์  ทรงจุดดอกไม้เพลิง กระทำสักการบูชา ครั้นรุ่งขึ้นกลับพระนคร  ได้ก่อขึ้นไปอีกสูงเจ็ดวาสองศอก     รวมเป็นสิบเจ็ดวาสองศอก ครั้นมาถึง ปีวอก  โทศก  เดือน  ๘  ขึ้น  ๑๓  ค่ำ  เพลากลางคืน  ได้ยินเสียงร้องไห้เซ็งแซ่ในที่องค์พระ  จนชาวบ้านตกใจ 
ครั้นรุ่งขึ้น  ๑๔  ค่ำ ๑๕ ค่ำ  ฝนตกหนักทั้ง กลางวันกลางคืน  อิฐที่ก่อนั้นหนักตัวก็เลื่อนทรุดลงมารอบตัว เพราะฐาน ทักษิณไม่มี         บ้างขนหนัก          ข้างล่างบางเพียงสามศอกสี่ศอกทรงกันไว้ไม่อยู่ต้องรื้ออกเสียทำใหม่   จึงโปรดให้  พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ปิยพรหมจรรย์ธรรมวรยุติ     ซึ่งสถิตอยู่วัดบวรนิเวศพระองค์หนึ่ง  กรมขุน ราชสีหวิกรม พระองค์หนึ่ง คิดตัวอย่างถวายแล้ว  ไขส่วนสูง   วัดด้วยวาทองธารพระกรตั้งแต่พื้นดินขึ้นไป    เสมอพื้น หน้า พระระเบียงกลม  สูงสี่วาสองศอกบ้างห้าวาบ้าง แต่พื้นหน้าพระระเบียงขึ้นไป   ถึงทักษิณที่หนึ่ง สูงหกศอก    คืบ สองนิ้วตั้งแต่พื้นทักษิณที่หนึ่งขึ้นไปถึงฐานบัวคว่ำ   สูงแปดศอกคืบ  ตั้งแต่ทักษิณที่สองขึ้นไปถึงปากระฆัง   สูงเก้าวา คืบนิ้ว   องค์ระฆังสูงสิบสี่วาสี่นิ้ว   บัลลังก์สูงสามวา คืบหกนิ้ว   ตั้งแต่บัลลังก์ถึงฝาละมี  สูงห้าวาคืบสิบ เอ็ดนิ้ว  ปล้อง ไฉนยี่สิบเจ็ดปล้อง  สูงสิบห้าวาสองศอกคืบห้านิ้ว   บัลลังก์บัวแวง   สูงสามวาคืบหกนิ้ว    ฐานทองเหลือ   สูงสองศอก คืบสองนิ้ว  ยอดนพศูลขึ้นไปตลอดยอดมงกุฏ  สูงสามวานิ้ว คิดรวมตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปตลอดยอดมงกุฏ คิดได้เป็นสาม เส้น   คืบหกนิ้ว ก่อฐานใหญ่รอบห้าเส้นสิบหกวาสามศอก  ทักษิณที่หนึ่งก่ออกมากว้างห้าวา ตั้งแต่ลูกแก้วหลัง บัวถลา ขึ้นไปก่อ กว้างสี่วาบ้าง  สี่วาเศษบ้าง ตลอดถึงทักษิณที่องค์ปรางค์ตั้งอยู่ก่อกว้างเจ็ดวาบ้าง     เจ็ดวาสองศอกบ้าง  ลดเข้า ไปทุกทีจนกระทั่งที่ตั้งเวที   ที่นั้นกว้างสามวา   ที่ปล้องไฉนนั้นกว้างห้าศอกจนตลอดยอดปรางค์ฐานล่าง       ถ้าจะชัก เป็น สี่เหลี่ยมด้านหนึ่งยาวสอง เส้นเจ็ดวา เท่ากับฐานกระเปาะทำไว้ทั้งสี่ด้าน 
    ครั้นตัวอย่างตกลงแล้ว   พระฤกษ์เมื่อ   ณ  วันพฤหัสบดี  เดือน  ๑๑  ขึ้น  ๕  ค่ำ  จุลศักราช  ๑๒๒๒ ปีวอก  โทศก จะได้ก่อพระฤกษ์        จึงรับสั่งว่า   มีราชการอยู่ที่ในกรุงเสด็จออกไปไม่ได้ จึงโปรดให้ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์- ปิยิพรหมจรรย์ธรรมวรยุติ  เจ้าพระยาทิพากรวงศ์  ออกไปก่อพระฤกษ์  องค์พระปฐมเจดีย์นั้นก่อขึ้นแล้ว  ที่ชั้นทักษิณ ที่หนึ่ง  ปักเสานางเรียงรอบองค์ แล้วมีเสาปักเป็นเขาทราย  ค้ำเสานาง เรียงด้วย  ชั้นทักษิณที่สอง มีแต่เขาทรายค้ำไม่มี เสานางเรียงที่ตรงบัวถลาแห่งหนึ่ง  รัดตั้งแต่ท้องไม้ลูกแก้ว ถึงบัวคลุม ถูกปากระฆังอีกห้าชั้นที่กลางองค์ระฆัง    มีเสา นางเรียงรัดสายโซ่อีกสามรอบ  ที่คอถลามีเสานางเรียง  ตีนเสาเชิงเรียงนั้น ใส่ปลอกไม้ซากชั้นหนึ่ง   แล้วรัดสายโซ่อีก สามรอบ  ที่คอถลามีเสานางเรียง   ตีนเสาเชิงเรียงนั้นใส่ปลอกไม้ซาก ชั้นหนึ่ง   แล้วรัดสายโซ่อีกห้ารอบ ปลายเสานั้น เอาไม้    ซากสิบนิ้วสี่เหลี่ยม   สับปากกันเป็นปลอกปลายเสาอีกชั้นหนึ่ง   ลูกแก้วปล้องไฉน  หลังฝาละมีมีรัดสายโซ่ที่ ท้องไม้อีกแปดรอบ    แล้วก่ออิฐถือปูนหุ้มการที่ทำในบริเวณองค์พระนั้น    ได้ก่อวิหารไว้สี่ทิศ      ประดิษฐานรูปพระ ปฏิมากรทั้งสี่บ้าง    วิหารใหญ่ข้าง   ทิศบูรพานั้น    ห้องนอกไว้พระพุทธรูปปางมารวิชัยได้ตรัสห้องในไว้พระแท่นที่ นมัสการ   มุขหน้าไว้พระพุทธรูปฉลองพระองค์ วิหารทิศทักษิณห้องนอกไว้พระปางแสดงพระธรรมเทศนาธรรมจักร โปรดปัญจวัคคีย์  ห้องหลังไว้พระนาคปรก  ซึ่งเป็นของเดิมมุขหลังไว้รูป พระยาพาน ทิศประจิมนั้นทำวิหารพระพุทธ ไสยาสน์ ใช้ของเก่าหลังหนึ่ง 
  พระพุทธไสยาสน์เดิมยาวสี่วา    องค์ใหญ่ยาวแปด   วาสองศอก     วิหารห้องเบื้องหลังไว้พระนิพพานพระองค์หนึ่ง  วิหารทิศอุดรนั้น  ห้องนอกไว้พระประสูติ ห้องเบื้องหลังไว้ พระป่าเลไลย์      เป็นของเดิม มุขหลังไว้พระรูปพระยากง  แล้วชักระเบียงกลมล้อมรอบไปอีกชั้นหนึ่ง    ชั้นล่างก่อกำแพงถมดินกระเปาขึ้นมาทั้งสี่ทิศ     บนกระเปาะ     ด้านข้าง ตะวันออก ทำโรงธรรมข้างหนึ่ง  ทำโรงพระอุโบสถตรงพระอุโบสถขึ้นมาข้างหนึ่ง ประดิษฐาน พระคันธาราฐ  ซึ่งได้ มาแต่วัดทุ่งพระเมรุด้านใต้ บนกระเปาะจำลองรูปพระปฐมเจดีย์ เดิมไว้ข้างตะวันออกองค์หนึ่งสูงเก้าวาคืบ ยอดนพศูล ศอกคืบสองนิ้ว     ต่ำกว่าองค์เดิมอยู่ยี่สิบหกวาศอกสองนิ้ว    ข้างตะวันตกนั้น          ได้จำลองรูปพระเจดีย์เมืองนครศรี ธรรมราชที่เรียกว่า   พระบรมธาตุใหญ่ศักดิ์สิทธิ์  ทำขึ้นไว้เดิมของท่านสูงสามสิบเจ็ดวา สองศอกตลอดยอดพุ่มจำลอง ใหม่สูงสิบวาสองศอกคืบ   ยอดนพศูลสามศอกนิ้วกึ่ง   เพื่อให้สัปบุรุษเห็นจะได้ส่งใจไป   นมัสการพระธาตุ เมืองนคร กะเปาด้านตะวันตกนั้น    ชั้นบนได้ประดิษฐานพระมหาโพธิ    เมื่อครั้งพระอาจารย์ดี      พระอาจารย์เทพ ออกไปเกาะ ลังกาได้เข้ามา    ชั้นล่างประดิษฐานไม้สำคัญที่ควรจะกระทำสักการบูชาเป็นที่ระลึก    คือ    ไม้อัชปาลนิโครธ  แปลว่า ไม้ไทร   ที่พระพุทธเจ้าฉันมธุปายาส  ได้ตรัสแล้วเสด็จไปเสวยวิมุติสุขอยู่ที่นั้นอีกคราวหนึ่ง ถึงเจ็ดวัน     แล้วเสด็จไป อาศัอยู่ใต้ร่มไม้มุจลินท์  คือ ไม้จิก  คราวนั้นฝนตกหนัก  พระยานาคขึ้นมาทำกายวงล้อม พระพุทธเจ้า  แล้วเลิกพังพาน ปกเบื้องบนฝนก็ไม่รั่วน้ำก็ไม่ท่วมเข้าไปได้  พระองค์อยู่ใต้ร่มไม้จิกเจ็ดวันแล้วเสด็จมาประทับอยู่ใต้ร่มไม้ ราชายตนะ คือไม้เกตุ   ครั้งนั้นได้รับสตูก้อน  สตูผง   ของนายตปุสสะภัลลิกะพ่อค้าเกวียน   ตั้งแต่ได้ตรัสรู้สี่สิบแปดวัน     มาเสวย พระกระยาหารในวันที่สี่สิบเก้า    และไม้ พหูปุตตนิโครธ   คือ ไ ม้กร่าง  ที่พระองค์ได้ ประสูติ ในร่มไม้นั้นอย่างหนึ่ง  ปรินิพพานในใตต้นรังอย่างหนึ่ง   เป็นสองอย่างด้วยกัน  ไม้ชมพู   คือ  ไม้หว้า    เมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่    ตาม เสด็จพระราชบิดาไปแรกนาขวัญ  ได้ประทับอยู่ในร่มไม้นั้น   ก็ได้พิจารณากรรมฐาน ถึงปฐมญาณ     เป็นปฐมที่หนึ่ง ครั้งนั้นเกิดอัศจรรย์หลายอย่างจนแผ่นดินไหว  เงาไม้ก็มิได้ย้ายไปตาม พระอาทิตย์  ไม้อัมพวาคือไม้มะม่วง ที่พระองค์ ได้กระทำยมกปาฏิหาริย์ในยอดไม้มะม่วงนั้น 
  ไม้ที่พรรณนามานี้     ก็คล้าย  ๆ  กันกับไม้พระศรีมหาโพธิ   เรียกว่า  "สัตตมหาสถาน"   จึงเอามาประดิษฐานไว้เป็น ที่ระลึกด้วยกะเปาข้างทิศเหนือนั้นก็ทำเป็น  คลังหลังหนึ่ง   โรงประโคมหลังหนึ่ง  ระหว่างกะเปาะทำเป็นภูเขาไว้ทั้งสี่ ทิศ   หน้าภูเขาออกมามีรั้วเหล็กล้อมชั้นหนึ่ง  หน้ารั้วเหล็กออกมาทำเป็นฐานพระมหาโพธิทั้งสี่ทิศ     ได้ผลมาแต่เมือง พุทธคยาบุรี  ว่าเป็นหน่อเดิมที่พระได้ตรัส   พระมหาโพธิต้น นั้นมีพระระเบียงล้อมถึงเจ็ดชั้น พวกพราหมณ์หวงแหน อยู่แน่นหนา    เจ้าเมืองอังกฤษจึงได้ไปขอเอาผล  และใบถวายเข้ามา   ทรงเพาะได้งอกงามดี   ประทานให้ไปปลูกที่วัด หลวงทุกวัด   หน้าชานพระมหาโพธิออกมาชักกำแพงปีกกามีหลังคา       พอคนอาศํยได้บรรจบกระเปาะออกาทั้งสี่ทิศ ที่มุมมีหอกลองหลังหนึ่ง    หอระฆังหลังหนึ่งสลับกันทั้งสี่มุมคิดจะมิให้ของโบราณ     เสื่อมสูญไปเที่ยวเก็บศิลาใหญ่  อยู่ในป่าในรกเอาไว้ให้ดูทุกสิ่ง   แล้วตั้งพระราชาคณะไปอยู่ชื่อ  พระสนิทสมณคุณ  พระครูชื่อ  พระปฐมเจติยานุรักษ์  เสด็จพระราชดำเนินออกไปครั้งไร ก็ทรงพระราชดำริแนะนำให้กระทำทุกครั้ง     แล้วมีพระราชดำเนินไปทางสะพาน นั่งร้านทรงก่อทุกครั้ง  แล้วเปลื้องพระภูษาทรงสพักขึ้นทำธงบูชาที่ก่อนั้นด้วย จนองค์พระสูงจึ้นไปถึงปล้อง ไฉนชั้น ที่ห้า  และเมื่อพระยังไม่พังนั้น  เมื่อปีมะโรง  อัฐศก  วันเสาร์ เดือนอ้าย  ขึ้น  ๒  ค่ำ    เห็นที่องค์พระปรางค์เป็นดวงช่อ ออกมาทางซุ้มคูหาทิศเหนืออีกคราวหนึ่ง 

 กลับไปด้านบน