ตำนานพระปฐมเจดีย์ 

(ตำนานที่  ๕)  ฉบับ พระยาราชสัมภารากร และฉบับ  ตาปะขาวรอต

    [ตำนานที่ ๑] [ตำนานที่ ๒]   [ตำนานที่ ๓] [ตำนานที่ ๔] [ตำนานที่ ๕ ]  

    ข้าพเจ้าจะให้คนทั้งหลายรู้ความโบราณ   จึงได้สืบแสวงหาหนังสือเก่า  ๆ  ได้ความที่พระยาราชสัมภารากรฉบับ หนึ่งว่าด้วยเรื่องตาปะขาวรอตจดหมายไว้   ได้ที่พระวิเชียรปรีชาฉบับหนึ่งความคล้ายคลึงกัน  จึงคัดรวมกันเป็นเรื่อง เดียวกันเข้าไป   จะจริงหรือเท็จประการใดก็ไม่แจ้งขอให้ท่านผู้อ่านตรึกตรองเอาเถิด   และในจดหมายของตาปะขาว รอต  อายุ  ๗๙  ปี  ซึ่งเป็นรากเง่าอยู่ ที่บ้านพระปฐมเจดีย์นี้แต่แกได้จดหมายไว้ว่า
    ยังมีพระยาองค์หนึ่ง  ชื่อ  ท้าวสิการาช  ได้ครองราชสมบัติในเมืองศรีวิชัย  คือ เมืองนครชัยศรี  มีบุตรชายองค์หนึ่ง พระยากง  ครั้นพระยาสิกราชสวรรคตแล้ว   พระยากงได้ครองราชสมบัติแทนบิดาในเมืองศรีวิชัยนั้น  ในหนังสือบาง แห่งว่า    พระยากงครองเมืองกาญจนบุรี    ตาปะขาวรอตว่าพระยากงครองเมืองศรีวิชัย   พระยากงมีพระมเหสีประสูติ พระราชกุมารออกมา  โหรา พฤฒาจารย์ดูลักษณะทำนายว่า  พระราชกุมารองค์จะมีบุญญาธิการมาก แต่กระทำปิตุฆาตุ  พระยากงจึงรับสั่งให้เอาพระกุมารไปทิ้งเสีย    ราชบุรุษก็เอาราชกุมารไปทิ้งไว้ในป่าริมบ้าน   ยายพรหม  ๆ  ก็ได้กุมาร นั้นไปเลี้ยงไว้   หารู้ไม่ว่าเป็นบุตรของผู้ใดไม่    ยายพรหมมีบุตรหลานมาก   ยายหอม    เมียตาโฉมน้องยายพรหมหามี บุตรไม่    ยายพรหมจึงเอากุมานั้นไปให้ยายหอม  ๆ    จึงเลี้ยงกุมารนั้นไว้    ในหนังสือบางแห่งว่า    พระมเหสีส่งกุมาร ไปให้ยายหอมเลี้ยงไว้   ยายหอมเอากุมารไปให้พระยาราชบุรีเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม   ตาปะขาวรอตว่า   ยายหอมเลี้ยง ไว้จนโต  กุมารจึงลายายหอมขึ้นไปเมืองเหนือถึงสุโขทัย  พอช้างพระเจ้าแผ่นดินสุโขทัย อาละวาด สลัดหมอ ควาญไล่ แทงผู้คนนักหามีผู้ใดจับช้างน้นได้ไม่    กุมารก็เข้าไปดู   ช้างอาละวาดไล่แทงกุมาร ๆ  นั้นจึงจับงาช้าง  กดลงไว้กับดิน  คนทั้งปวงจึงจับช้างนั้นได้    แล้วเอาความเข้าไปกราบทูลกับพระเจ้าสุโขทัย ๆ   ให้หากุมารนั้น เข้ามาถามว่า  ท่านเป็น บุตรของผู้ใด   กุมารนั้นจึงกราบทูลว่า   หาทราบว่า ผู้ใดเป็นบิดามารดไม่  พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยจึงเลี้ยงดูกุมารนั้นไว้ เป็นบุตรบุญธรรม   พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยดูจดหมายเหตุ   รู้ว่ากุมารองค์นี้มีบุญญาธิการมากจะได้ครองราชสมบัติใน เมืองใต้   พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัย  จึงจัดแจงให้กุมารนั้นตั้งอยู่บ้านเจ็ดเสมียน ซ่อมสุมผู้คนได้เป็นอันมากจึงยกมาตั้งอยู่ บ้านเล่า  ได้รี้พลอีก  รวมกันประมาณสี่หมื่น   แล้วยกมาบ้านยายหอม  แล้วไปตั้งเมืองอยู่ที่ป่าแดง   จึงมีหนังสือเข้าไป ถึงพระยากง  ให้พระยากงออกมาชนช้างกัน  ความในหนังสือบางแห่งว่า พระกุมารไปเป็นบุตรบุญธรรมอยู่กับพระยา ราชบุรี  ๆ  ครั้นถึงเทศกาลเอาดอกไม้เงิน ดอกไม้ทองไปถวายพระยากงทุกปีมิได้ขาด  พระกุมารบุตรบุญธรรมจึงถาม ว่า  ทำไมจึงเอาดอกไม้ทองเงินไปให้พระยากาญจนบุรี   ด้วยเหตุใด   พระยาราชบุรีบิดาเลี้ยงว่า  เราเป็นเมืองขึ้นแก่เขา  บุตรบุญธรรมจึงตอบว่า  ไม่เอาไปให้เขานั้นจะเป็นประการใด   พระยาราชบุรีว่าไม่ได้   เขาจะว่าเราคิดขบถ  จะยกทัพ ลงมาจับเราฆ่าเสีย  บุตรบุญธรรมจึงว่ากลัวอะไร   พระยาราชบุรีก็นิ่งอยู่  ครั้นถึงปีกำหนดจะถวายดอกไม้ทองเงินแล้ว  พระยาราชบุรีก็งดไม่ส่งดอกไม้ทองเงินไปถวาย   พระยากงเจ้าเมืองกาญจนบุรีเห็น  ว่าพระยาราชบุรีเป็นขบถ ก็เกณฑ์ ทับลงมาจะจับพระยาราชบุรีเสีย   ครั้นพระยาราชบุรีรู้ดังนั้น     จึงเกณฑ์คนประจำหน้าที่ให้บุตรบุญธรรมเป็นแม่ทัพ ยกออกรับทัพพระยากาญจนบุรี 
      ครั้นพระยากงเจ้าเมืองกาญจนบุรียกกองทัพมาใกล้ประมาณ  ๑๐  เส้น ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้   แล้วมีหนังสือให้คนถือ เข้าไปถึง พระยาราชบุรีเป็นใจความว่าให้พระยาราชบุรีออกมาหาเรา  แม้มิออกมาหาเรา  ๆ จะปล้นเมือง พระยาราชบุรี ทราบดังนั้นแล้ว   จึงปรึกษาบุตรบุญธรรมว่าจะคิดประการใดดี       กุมารนั้นว่า     จะขออาสาสู้ชนช้างกับข้าศึกพระยา ราชบุรี   ก็จัดช้างพลายงอนสูงหกศอกผู้กเครื่องมั่นเป็นนายทัพ     ครั้นได้ฤกษ์ก็ออกไป     พระยากงก็ประชุมรี้พลออก มารบกันที่แขวงเมืองนครชัยศรี   กุมารนั้นก็ยก ออกไปปะทะกันที่กลางมรรคา     พระยากงกับกุมารก็ชนช้างกันที่นั้น  พระยากงเสียที    กุมารก็ฟันด้วยของ้าวถูกพระยากงคอขาดกับคอช้างพระที่นั่ง     ที่อันนั้นจึงเรียกว่าถนนขาดมาจนทุก วันนี้  กุมารจึงยกรี้พลเข้าไปตั้งอยู่เมืองพระยากง  คิดจะเอามเหสี พระยากงซึ่งเป็นพระมารดานั้นเดินข้ามสัตว์แม่ลูกไป  ลูกสัตว์จึงว่ากับแม่ว่าท่านเห็นเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน    แต่มารดาของท่านยังจะเอาเป็นเมีย   กุมารได้ฟังดังนั้นก็อัศจรรย์ ใจ   มีความสงสัยขึ้น   ครั้นเข้าไปถึงพระมเหสี  กุมารจึงตั้งสัจจาธิษฐานว่า  ถ้าแลนางคนนี้  เป็นมารดาข้าพเจ้าจริงอย่าง สัตว์แม่ว่าแล้ว     ขอให้น้ำนมไหลออกมาจากถันยุคลทั้งคู่เถิด   ถ้าแลมิใช่มารดาข้าพเจ้าแล้วอย่าให้มีน้ำนมไหลออกมา จากถันยุคลทั้งคู่เถิด  พอตั้งสัจจาธิษฐานดังนั้นแล้ว  ก็เห็นขีรธาราไหลออกมาจากถันยุคลทั้งคู่  กุมารเห็นก็ไต่ถาม  รู้ว่า เป็น มารดาของตนแน่แล้ว  ก็เข้าดื่มกินน้ำนมแล้วแจ้งความว่า  พระยากงเป็นพระราชบิดา  จึงโกรธยายหอมว่า หาบอก ว่าเราเป็นบุตรพระยากงไม่    เราจึงได้กระทำปิตุกรรม    แล้วกุมารก็ยกไปบ้านยายหอมจับยายหอมฆ่าเสีย ยายหอมเมื่อ จะตายนั้น ก็รำเย้ยให้   ครั้นตายแล้วแร้งลงกินศพยายหอม     คนจึงเรียกที่อันนั้นว่า  "อีรำท่าแร้ง"   บ้านยายหอมก็เรียก ว่า  โคกยายหอมมาจนทุก วันนี้  คนทั้งปวงจึงเรียกว่า  "พระยาพาล"  ด้วยเหตุฆ่าบิดากับยายหอมผู้มีคุณเสีย  หนังสือ บางแห่งว่า   เมื่อประสูตินั้นเจ้าพนักงาน เอาพานทองรับ  พระพักตร์กระทบพานเป็นแผลอยู่   จึงเรียกว่า  "พระยาพาน"  ครั้นพระยาพานไปครองราชสมบัติในเมืองศรีวิชัย แล้ว  จึงปริวิตกว่าฆ่าบิดากับยายหอมผู้มีคุณเสีย  โทษหนักอยู่ 
    เมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้   ๕๖๙  พรรษา  พระยาพานจึงประชุมพระอรหันต์   แลสงฆ์ทั้งปวงว่า   ดิฉันได้กระทำ ปิตุฆาตกรรม   จะทำกุศลสิ่งใดกรรมจึงจะเบาลง    พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายจึงว่าขอให้มหาบพิตรจัดแจงสร้างพระมหา เจดีย์ ใหญ่สูงชั่วนกเขาเหินเถิด  กรรมอันนั้นก็จะค่อยเบาบางลง  หนังสือบางแห่งว่าพระ อรหันต์ที่มาประชุมนั้น  ท่าน ชื่อ   พระศิริมานนท์   ชื่อ   พระองคุลิมาล   และที่ประชุมพระอรหันต์นั้นจึงเรียกว่า  "ธรรมศาลา"  มาจนทุกวันนี้ 
   พระยาพานให้จัดแจงทำรากจะก่อพระเจดีย์ ที่พระพุทธาเจ้าเสด็จมาบรรทมในที่สวมแท่นไว้  ท้าวมหาพรหมจึงเอา ฆ้องตีสามโหม่งดังกระหึ่มไปจนค่ำ   มาหนุนไว้ใต้แท่นพระบรรทมด้วย    พระยาพานจึงก่อพระเจดีย์ขึ้นเป็นลอมฟาง สูงชั่ว นกเขาเหินหาทักษิณมิได้  แล้วบรรจุพระทันตธาตุ   คือ   พระเขี้ยวแก้วไว้ด้วยพระองค์หนึ่ง สร้างเสร็จแล้วมีการ ฉลองเจ็ดวันเจ็ด คืน   แล้วจึงถวายเขตแดนโดยรอบชั่วเสียงช้างร้องแล้วถวายข้าพระโยมสงฆ์ เป็นจำนวนสำมะโนครัว  ๕๕๕ ครัว   แล้วพระยาพานยกทัพขึ้นไปเมืองลำพูน    ไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าถึงสามปีแล้วก็ยก ทัพกลับมาเมืองใต้  จึงปรายเงิน ปรายทองต่างข้าวตอกดอกไม้  ถวายพระธาตุมาทุก ๆ ตำบล   มาแต่เมืองลำพูน  ลำปาง  ลงมาทางเดิมบางนางบวช  ลงมาจนถึงเมือง นครชัยศรีสิ้นเก้าปี  พระยาพาลสิ้นอายุแล้วโหม่งดังกระหึ่มไปจนค่ำ จึงยก รี้พลมาขุดฆ้องที่ฝังไว้ใต้แท่นพระบรรมทม   ขุดลงไปถึงฆ้อง  ๆ  นั้นก็ทรุดลงไป   พระเจดีย์ก็ทรุดพังลงไปด้วยหาได้ ฆ้องไม่  เจ้าเมืองหงสาและอำมาตย์ปรึกษากันว่า  เรามากระทำกรรม ดังนี้ไม่สมควร  จะต้องทำใช้เสียใหม่จึงจะคุ้มโทษ ได้  จึงก่อเป็นองค์ปรางค์ก่อตั้งขึ้นหลังองค์ระฆังเดิมที่พัง  มีทักษิณรอบยังหา สูงเท่าเก่าไม่  จึงสร้างพระเจดีย์รอบวิหาร กับทั้งอุโบสถเพิ่มเติมลงไปอีก   พระเจ้าหงสาองค์นี้  สืบถามพวกมอญว่าพระเจ้าหงสา ลิ้นดำที่ได้ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา  เธอได้เที่ยวปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ไว้ทุกหัวเมือง   การอันนี้พิเคราะห์ดูเห็นจะไม่จริง    ถ้าพระเจ้า หงสาลิ้นดำมาทำขึ้นไว้  ก็คงจะทำให้เห็นเป็นฝีมือมอญ   ด้วยจะไว้เกียรติยศให้ปรากฎในแผ่นดิน   นี่ทำเป็นองค์ปรางค์อย่างเขมร เป็นที่สงสัย อยู่    และที่บรรทมแต่ก่อนเจ้าอธิการชื่อ พระอุทายีเถร   เป็นสมเด็จเจ้า   มีเจ้ากรมปลัดกรม    ข้าพระรักษาพระบรรทม ขุนภูมิเทพอุโบสถ   หมื่นเทพอุโบสถ   ขุนนคร   ขุนชัย   ขุนธรรมรักษา   หมื่นธรรมรักษา   หมื่นรัศมี  ขุนศรัทธากาศ  และเรื่องราว  พระบรรมทมสร้างต่อ ๆ  กันมานั้น   เป็นอักษรเฉียงอยู่สองเล่มสมุดจีน   ชาวบ้านพระบรรทม  หามีผู้ใด อ่านออกไม่  พระสงฆ์พา หนังสือเฉียงเข้าไปแปล  ณ  กรุง  ศูนย์เสียได้ประมาณ  ๗๐  ปีเศษแล้ว  แต่พระประโทณเจดีย์ นั้น  มีจดหมายในหนังสือ  ไตรภูมิ ว่าสร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้  ๑๑๙๙  พรรษา

  กลับไปด้านบน