legendhead.gif (7815 bytes)

(ตำนานที่  ๒) ฉบับ ท่านเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ  บุนนาค) เรียบเรียงไว้แต่ปีฉลู พ.ศ. ๒๕๐๘

    [ตำนานที่ ๑] [ตำนานที่ ๒]   [ตำนานที่ ๓] [ตำนานที่ ๔] [ตำนานที่ ๕]  

  ครั้นมาถึงวันพฤหัสบดี   เดือนอ้าย  ขึ้น  ๗  ค่ำ  เห็นรัศมีส่องไปทางองค์พระปรางค์  เหมือนแสงดอกไม้เทียนจับอยู่ ที่องค์ พระได้เห็นด้วยกันมาก   ในเดือนอ้าย ปีมะโรง   อัฐศก   เห็นอัศจรรย์สองครั้ง    การที่ปาฏิหาริย์นั้นมีทุกปี ปีละ สองครั้งบ้าง สามครั้งบ้าง  ถ้าสมโภชเวียนเทียนเมื่อใด  ก็เป็นทุกคราว  และที่ปฐมเจดีย์มีเหตุอัศจรรย์หลายอย่าง  คือที่ องค์พระปรางค์ บางที เดือนมืดก็บังเกิดเป็นรัศมีเหมือนบุคคลเอาผ้าขาวเข้าไปหุ้มไว้    แล้วก็หายไปทีละน้อย ๆ  แล้วก็ สว่างขึ้นทีละน้อย  ๆ  จนเต็มกำลัง    และเห็นขึ้นไปจนตลอดยอดนพศูล    บางทีก็สว่างศีกหนึ่ง   บางทีสว่างข้างล่างมืด ข้างบน    แล้วสว่างบ้าง บนมืดข้างล่าง เมื่อจะสว่างนั้นก็เป็นรัศมีเรืองขึ้นทีละน้อย  ๆ   สว่างเต็มกำลังตลอดจนนพศูล แล้วมีรัศมีโรยอ่อนลงมาทีละน้อย  ๆ  จนมืดไปทั้งองค์ พระปรางค์    แล้วก็ค่อยมีรัศมีเรือง  ๆ    ขึ้นมาอีกดังกล่าวแล้ว  เป็นอยู่สองทุ่มสามทุ่มบ้างแล้วจึงหายไปทีเดียว   บางทีก็เห็นเป็นดวง     ติดอยู่ปลายยอดนพศูลมีรัศมีแดงเหลืองเขียว สีต่างๆ   ค่อย ๆ  เลื่อนลงมาทีละน้อย  หายไปในช่องคูหา บางทีดูที่องค์พระปรางค์ มืดเป็นปกติ  แต่ขอบริมนั้น  มีรัศมี ขาวสว่างรุ่งเรืองไปตลอดยอด  บางทีก็ได้ยินเสียงโห่ร้อง   ครั้นขึ้นไปชันสูตรดูก็ไม่เห็นผู้ใด บางทีก็ได้ยินเสียงฆ้องชัย เหมือนบุคคลตีอยู่ในองค์พระเจดีย์   บางทีใช่เวลาสัปบุรุษขึ้นนมัสการ  พวกทำงานก็ได้กลิ่นธูปเทียน    หอมตระหลบ ไป     บางจำพวกมิอาจที่จะขึ้นไปบนทักษิณได้     ก็นั่งกราบไหว้อยู่แต่พื้นดิน    ครั้นถามก็ว่า    นมัสการที่นี่ก็ได้บุญ เหมือนกัน   คนผู้นั้นจะกลัวบาปว่า พระบรมธาตุอยู่ข้างล่าง  หรือจะกลัวอย่างไรก็ไม่รู้จักน้ำใจเขา    และการที่ได้กล่าว ด้วยอัศจรรย์องค์พระ     ปีหนึ่งก็เป็นหลายครั้งหลายคราวทุกปี   จะว่าด้วยอำนาจพระพุทธเจ้าหรือพระบรมสารีริกธาตุ  หรือจะว่า อำนาจเทพยดา   หรือจะว่าไฟฟ้าไฟดินขึ้นกินกัน    ก็สุดแล้วแต่ปัญญาท่านผู้ใดจะคิดเห็น  การที่กล่าวมานี้ก็ เป็นความจริง  มีพยานโดยมาก
   และปีฉลู    สัปตศก    เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้ากฐิน     แล้วประทับอยู่สองราตรี ก็ได้ทอดพระนคร เห็น ปาฏิหาริย์ ในที่ประชุมพระวงศานุวงศ์    ข้าราชการได้เห็นด้วยกันมาก    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็ทรง พระปีติโสมนัส   รับสั่งว่าเหมือนผีหลอกไม่รู้ที่จะว่าอย่างไรได้    เห็นจะเป็นไฟธาตุกินอยู่ในอิฐปูน  ถูกน้ำฝนเข้าก็เกิด เป็นรัศมีขึ้น  มีรับสั่งดังนี้ เพื่อจะมิให้คนที่ไม่ถือศาสนาพากันติเตียนได้ แต่ทองทศทองพิศมีอยู่ในฉลองพระองค์เท่าใด ก็เทออกพระราชทานให้เป็น ส่วนพระราชกุศลจนสิ้น
ยังมีปาฏิหาริย์อีกอย่างหนึ่ง  พวกชาวยุโรปออกไปเที่ยวดูหลายพวกหลายเหล่า  บางพวกก็มีศรัทธาแบกอิฐขึ้นไปก่อ แล้วก็ นั่งกราบไหว้  บางพวกก็รู้ว่ากาไหล่ยอดนพศูล  ก็เอาทองเข้าด้วย  ได้ทองสี่ตำลึงกึ่งบ้าง  บางพวกแจ้งว่า  ต้องการ สายโซ่รัดองค์พระ     ไปถามซื้อก็พลอยยินดีให้เปล่า   ๆ   และโต๊ะบ้าง   หญิงบ้าง   พวกแขกพากันไปนมัสการก็มีบ้าง  ครั้นไถ่ถามว่าพวกแขก มานับถือดังนี้  ไม่กลัวบาปหรือ  เขาตอบว่า เป็นที่พระเจ้าแท้แก่ของเขาที่ล่วงไปนานแล้วเสด็จ มาบรรทมอยู่ที่นี้  คนโบราณจึง ก่อพระเจดีย์ทับไว้  กราบไหว้ที่พระพุทธเจ้าบรรทมต่างหาก  จะมีบาปแต่ไหนซึ่งการ เป็นดังนี้  เป็นอัศจรรย์  จึงต้องกล่าวไว้ บางพวกก็ออกปากว่าไปเที่ยวเล่นที่พระปฐมเจดีย์เป็นที่สนุก  คนผู้นั้นก็ไม่เห็น องค์พระเจดีย์   เห็นแต่วัดและวังและสถานที่อื่น  ๆ  ที่องค์พระนั้น  เห็นเป็นป่าไผ่ไปหมด   เป็นดังนี้ก็มี    ภายหลังการ ปาฏิหาริย์เนือง ๆ  ขึ้น   จึงมีผู้กล่าวคำว่า   พระปฐมเจดีย์ มีรัศมีสว่างเพราะด้วยธาตุไฟกินอยู่ในปูนจึงเป็นเช่นนี้    ด้วย ตำราฝรั่งเขาเขียนว่า ฝาสุภเรส   (ฟอสฟอรัส)  เป็นของมีรัศมี  ไม่เป็นพระบรมธาตุปาฏิหาริย์ดอก   จึงโปรดเกล้าฯ  ให้  กรมหมื่นอลงกฏกิจปรีชา   พระยาอนุชิตชาญไชย   พระวิสูตรโยธามาตย์  เอาเครื่องเมือทำฝาสุภเรศ     และต้นดอกไม้ เทียน     ดอกไม้ตาด      ออกไปชันสูตร      ก็ว่าธาตุไฟเกิดขึ้นเองดอก    ไม่ใช่พระปาฏิหาริย์ ครั้นตกลงกันดังนั้นแล้ว  เจ้าหญิงและหม่อมห้ามในกรมหมื่นอลงกฏบุตรภรรยาพระยาอนุชิตพากันไปเที่ยวข้างหลังพระกับ บ่าวไพร่มีแมลงผึ้ง จำพวกหนึ่งมาต่อยเอา   จนถึงแก่ถอดเสื้อและผ้าวิ่งหนีบ้าง   ทั้งนายและบ่าว   ดูน่าสังเวชนัก   ต่อแมลงผึ้งหาย ไปหมด แล้ว มีผู้เอาผ้าไปส่งให้   จึงได้นุ่งห่มกลับมาเรือ   ผึ้งต่อยครั้งนั้นยับเยิน  วิ่งหนีจนศีรษะกระทบไม้แตกก็มี  ที่วิ่งหนีไป ถูกขวากในไร่จีนก็มี  ที่วิ่งเข้าไปซ่อนอยู่ในโรงเจ๊กก็มี  ครั้นจะกลับมาก็กลัวผึ้ง จึงรออยู่จนพลบค่ำจึงกลับมาได้ในขณะ นั้น  ได้ให้ ไปชันสูตรดู   ไม่เห็นแมลงผึ้งอยู่ที่ไหน   ตั้งแต่ทำมาได้สิบปีแล้ว   ก็ไม่มีผึ้งที่ไหนทำร้ายผู้ใด   ตั้งแต่พากัน กล่าวดังนั้นแล้ว ที่ องค์พระก็ไม่เห็นมี  การอัศจรรย์สิ่งไรอีกเลย
  แล้วโปรดให้สร้างพระราชวังที่ประทับไว้คู่กันกับวัดชื่อ  วังปฐมนคร  เพราะเหตุด้วยที่เมืองนั้นแต่โบราณเป็นเมือง หลวงของชาวไทยมาแต่เดิม  ชื่อว่า  เมืองนครชัยสิน  สังเกตได้ที่พระเจดีย์ใหญ่ยังปรากฏอยู่ในป่าเป็นหลายตำบล แล้ว ที่วัดสังเกตได้ ติดเนื่องกันไปไม่ขาดระยะ    ยิ่งกว่ากรุงเก่าที่วังเดิมนั้น    อยู่ข้างตะวันตกพระปฐมเจดีย์     ห่างประมาณ สามสิบเส้น    มีฐานปราสาท   และท้องพระโรง    โบสถ์พราหมณ์  สระน้ำ  กำแพงชั้นในชั้นนอก  ที่ยังปรากฎอยู่บ้าง  แต่เดี๋ยวนี้พวกจีนไปตั้งทำไร่รื้อทลายที่      เสียเป็นอันมาก    และคลองซึ่งขุดตั้งแต่ท่านาเขาไปถึงท่าวัง     เลยไปจนถึง วัดพระงาม  กว้างห้าวาบ้าง กว้างหกวาบ้าง  เจ็ดวา แปดวาบ้าง  แยกเป็นสายขึ้นสองสายยาวสี่ร้อยสี่สิบแปดเส้น  ลึกห้า ศอกบ้าง  หกศอกบ้าง  เจ็ดศอกบ้าง  แปดศอกบ้าง  เป็นแห่ง ตามที่สูงและที่ตำ  คิดค่าขุดคลอง เงินหกร้อยเจ็ดชั่งสิบเอ็ด ตำลึง   สองบาทสองสลึงเฟื้อง   ค่าขุดตอไม้เงินร้อยสิบสามชั่ง  สาม ตำลึงสองบาทสลึงเฟื้อง   ค่าเกลี่ยดิน   เงินสิบชั่งสี่ ตำลึง   ค่าแก้คลองคดให้ตรง  ห้าสิบสามชั่งตำลึงสองบาทสลึงเฟื้อง  รวมเป็น   เงินแปดร้อยสี่ชั่งสิบตำลึงสามบาทสอง สลึง         ประทานชื่อ   "คลองเจดีย์บูชา"    แล้วตัดทางทำถนนขึ้นอีกสายหนึ่งไว้เผื่อเสด็จฤดูแล้ง  ตั้งแต่ช่องสเดาถึงวัง  เป็นทางร้อยห้าสิบเส้น   ค่าแรงจีนถม   กว้างสี่วา   สูงศอกหนึ่ง   สองศอก    สามศอกบ้างตามที่ลุ่ม และที่ดอน รวมเงิน ยี่สิบแปดชั่งห้าตำลึงสองบาทเฟื้อง   และการที่สร้างพระปฐมเจดีย์และพระราชวังนั้น      บริจาคพระราชทรัพย์ ค่าปูน  ค่าทราย  ค่าอิฐ  ค่าแรงจีน  ธารณะเจ้านายข้าราชการ  ราษฎร  ทองกาไหล่ยอดนพศูล   สิ้นไปเท่าใดยังมิได้คิดบัญชีด้วย การยังไม่เสร็จต่อเมื่อการเสร็จจะมีแจ้งจารึกไว้ในแผ่นศิลาต่อไปภายหน้าฯ

 กลับไปด้านบน