ได้ค้นหาเรื่อง
"พระปฐมเจดีย์" และเรื่อง
"พระประโทณเจดีย์"
ได้ความในหนังสือพงศาวดารเมืองเหนือที่ได้พระยา
มหาอรรคนิกร ฉบับที่ ๑
ได้ที่นายทอง ฉบับ ๑ รวม ๒
ฉบับ มีความคล้ายคลึงกัน
จึงเก็บรวบรวมเป็นฉบับเดียวกัน
เข้าไว้
เพื่อจะให้สัปบุรุษทั้งหลายรู้ความบุราณ
จะเท็จจริงประการใด
ข้าพเจ้าผู้ได้จดหมายนี้ตัดสินไม่ได้
ยังมีตำนาน นิทานว่าไว้สืบกันมา
แต่ก่อน
พระนครไชยศรียังมิได้ตั้งเมือง
มีตำบลบ้านพราหมณ์อยู่
เรียกว่า บ้านโทณะพราหมณ์
ซึ่งเอาโทณะ คือ
ทะนานทองที่ตวง
พระบรมธาตุพระพุทธเจ้า
มาบรรจุไว้ในเรือนหินนั่นแล
ว่าเมื่อพระพุทธศักราช
ล่วงได้ ๑,๑๓๓ พรรษา |
|
ครั้นอยู่มายังมีพระยาองค์หนึ่ง
ชื่อ
ท้าวศรีสิทธิไชยพรหมเทพ
มาแต่เมืองมโนหัน
ต่อเมื่องยศโสธร ท้าวเธอจึง
สร้างเมืองนครไชยศรีขึ้นเป็นเมืองใหญ่โต
และอยู่มาเจ้าเมืองลังกาจะใคร่ได้หน่วยโทณะ
อันตวงพระธาตุของ
พระพุทธเจ้านั้นมาไว้ในลังกาทวีป
เธอจึงไปหา
พระกัลยาดิศเถรเจ้า
จึงว่าข้าพเจ้าขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าไปว่า
กล่าวด้วยพระเจ้าเมืองนครไชยศรี
ขอเอาโทณะที่ตวงพระบรมธาตุมาไว้ในเมืองลังกานี้เถิด
และชาวเมืองลังกาทั้งปวง
จะได้นมัสการไปเบื้องหน้าแล |
|
ดับนั้น
พระมหากัลยาดิศเถร
ก็รับอาราธนา
แล้วเธอก็มาแต่ลังกาทวีป
ถึงพอจวนค่ำ
เธอก็เข้าอาศัยอยู่ในอาราม
แห่งหนึ่ง
ครั้นรุ่งขึ้นเพลาเช้า
พระกัลยาดิศเถรเจ้าก็ไปบิณฑบาต
ทำภัตตกิจเสร็จแล้ว
ก็เข้าไปหาพระเจ้าศรีสิทธิไชย
ซึ่งก็นิมนต์ให้นั่งที่สถาน
บังควรแห่งหนึ่ง |
|
ดับนั้น พระยานมัสการแล้ว
ถามว่า
พระผู้เป็นเจ้ามาแต่อารามใด
พระกัลยาดิศเถรเจ้าก็แจ้งความ
แต่หลังให้พระเจ้า ศรีสิทธิไชย
ฟัง ดับนั้น
พระยาก็ว่ากับพระกัลยาดิศเถรว่า
พระผู้เป็นเจ้าจะใคร่ได้โทณะอันตวงพระบรมธาตุไปก็จะ
เป็นไรมี แต่ข้าพเจ้าไม่มี
สิ่งใดเป็นที่ไหว้ที่บูชาเลย
ขอพระผู้เป็นเจ้ารับพระบรมสารีริกธาตุมาให้ข้าพเจ้าไว้สักการ-
บูชาสักทะนานหนึ่งเถิด
แล้วข้าพเจ้า
จึงจะให้ลูกโทณะแก่พระผู้เป็นเจ้า
พระกัลยาดิศเถรก็รับว่า
จะไปขอพระบรม สารีริกธาตุมาให้
พระยากัลยาดิศเถรกับพระยาศรี
สิทธิไชยก็รับปฏิญาณซึ่งกันและกันแล้ว
พระผู้เป็นเจ้าก็ กลับไปสู่
เมืองลังกา
จึงเข้าไปแจ้งความแก่พระเจ้าแผ่นดินลังกาว่า
พระยาศรีสิทธิไชยขอรับพระบรมสารีริกธาตุแห่งสมเด็จพระ
พุทธเจ้าสักทะนานหนึ่ง
จึงจะให้หน่วยโทณะนั้นแล |
|
ดับนั้น
พระยาลังกาได้ฟังถ้อยคำดังนั้น
ก็มีความยินดีจึงนำเอาพระบรมสารีริกธาตุให้แก่พระยากัลยาดิศเถรเจ้านั้น
ทะนานหนึ่ง
ครั้นว่าพระมหาเถรเจ้าได้รับพระสารีริกธาตุแล้ว
เธอก็กลับมาถึงเมืองนครชัยศรี
พระผู้เป็นเจ้าก็เอาพระ
บรมสารีริกธาตุ
เข้าไปให้แก่พระศรีสิทธิไชย ๆ
ได้รับพระบรมสารีริกธาตุทะนานหนึ่ง
จึงหาหมู่พราหมณ์ทั้งหลายมา
จะขอเอาทะนานที่ตวง
พระบรมธาตุให้แก่พระกัลยาดิศเถรเจ้าและหมู่พราหมณ์ทั้งหลาย
จึงขัดแข็งไว้มิให้หน่วยโทณะ
แก่พระยา จึงว่าหมู่พราหมณ์
ซึ่งเป็นปู่ย่าตายายมาแต่ก่อนสั่งไว้ว่า
ท้าวพระยาสามลราชและเทวดาอินทร์
พรหม ท่าน
มาชิงเอาพระบรมสารีริกธาตุไปสิ้นแล้ว
ยังเหลืออยู่แต่โทณะเปล่าได้มาไว้เป็นที่ไหว้บูชาแต่เท่านี้
และบัดนี้ ข้าพเจ้า
จะเอาหน่วยโทณะให้แก่พระองค์มิได้เลย |
|
ดับนั้น พระยาศรีสิทธิไชย
ได้ฟังหมู่พราหมณ์ว่า
ก็ขัดเคืองจึงยกรี้พลออกไปตั้งเป็นเมืองอยู่ต่างหาก
ให้ชื่อเมืองว่า
"ปาวัน"
แล้วท่านจึงให้สร้างพระบรมไสยาสน์องค์หนึ่ง
ใหญ่ยาวนานมหึมา
จะเป็นพระปฐมเจดีย์หรือ ๆ
จะเป็น
พระพุทธรูปไสยาสน์
ก็ไม่ได้ความชัด
พระยาศรีสิทธิวิไชย
เธอจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในนั้นแล้ว
พระยา
นั้นจึงหักหาญเอาหน่วยโทณะ
นั้น
ส่งให้แก่พระกัลยาดิศเถรเจ้า
เธอก็รับเอาหน่วยโทณะนั้นไปเมืองลังกา
พระเจ้าแผ่นดินลังกาก็บรรจุไว้ในสุวรรณเจดีย
์และพระปฐมเจดีย์นั้นอยู่เหนือพระประโทณเจดีย์อันอยู่ในเรือนศิลา
นั้น
พระพุทธศักราชล่วงได้พระวัสสาหนึ่ง
จะเป็นผู้ใด สร้างหาแจ้งไม่ |
|
ครั้นอยู่มาถึงพระพุทธศักราชล่วงได้
๑๑๙๙ พรรษา
มีกษัตริย์องค์หนึ่งเป็นใหญ่อยู่ในเมืองละโว้
ชื่อ กากะวรรณ ดิศราช
นั้น
เธอได้ก่อพระเจดีย์ล้อมเรือนศิลาที่บรรจุพระทะนานทอง
คือ โทณะอันตวงพระบรมธาตุนั้น
แล้วจึงให้ นามพระเจดีย์นั้นว่า
"พระประโทณเจดีย์"
พระประโทณเจดีย์สร้างเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้
๑๑๙๙ พรรษาได้ความ
แต่เท่านี้ |
|
ดับนั้น กษัตริย์ผู้หนึ่ง
ชื่อ ภาลีธิราช
เป็นชื่อวงศ์พระยาอินทราไทธิราช
เป็นใหญ่ในเมืองสุโขทัย
ยกรี้พลรบเอา เมือง
นครชัยศรีได้แล้ว
ท้าวเธอจึงภิเษกบุตรชายทั้งสองคน
คนหนึ่งชื่อ กาลีบดีใจ
ให้ไปกินเมืองนครหลวงต่อ
แดน เมืองยศโสธร คนหนึ่งชื่อ
ใสทองสม ให้กินเมืองนครชัยศรี
บางแห่งว่าเมืองราชบุรีพระยาพี่น้องทั้งสองคนนี้บริบูรณ์
ไปด้วยราชสมบัติ
พระยาพี่น้องมีเหตุด้วยฆ่าพระยาภาลีธิราชผู้บิดาเสีย
แล้วแปลกพระมารดาของตัวไปกระทำความ
ไม่ดีกับมารดา
พระยาทั้งสองพี่น้องจึงสังเวชพระทัยนัก
จึงคิดกันมาซ่อมแปลงวัดพระสังฆรัตธาตุพระอาราม
บ้าน ธรรมศาลา
ที่พระยาศรีสิทธิไชยสร้างไว้
แต่ก่อน
แล้วใช้ให้ราชบุรุษผู้หนึ่ง
ออกไปรับพระบรมธาตุพระพุทธเจ้ามา
ได้ ๑๐๐ พระองค ์
แล้วหล่อพระเจดีย์ด้วยเบญจโลหะ
สูง ๑ วา
และพระยาภาลีบดีใจให้เอาแก้วอันมีราคามาก
ชื่อ "แก้วพระสาระมี"
บรรจุไว้ด้วยพระบรมธาตุที่ในกลางพระเจดีย์สูง
๑ ตั้ง
อยู่เบื้องหลังพระปฐมเจดีย์
และพระยาพี่น้อง
สร้างพระจงกรมองค์หนึ่ง
พระสมาธิ ๔ องค์ ไว้
๔ ทิศ
แล้วจึงไว้ฆ้องใหญ่ลูกหนึ่ง
ปากว้าง ๓ ศอก ไว้ระหว่าง
ประตูทั้ง ๔ ด้าน
ครั้นสร้างฉลองแก้ว
ในหนังสือฉบับหนึ่งว่า
เมื่อพระพุทธศักราช ล่วงได้
๑๒๓๔ พรรษาไม่ถูก กัน
แล้วพระยาภาลีบดีใจ
พระยาใสทองสมยกทัพขึ้นไปเมืองลำพูน
ไปนมัสการพระบรมธาตุ
พระพุทธเจ้าถึงสามปี
แล้วยกทัพกลับมาเมืองใต้
จึงปรายเงินปลายทองต่างข้าวตอกดอกไม้
ถวายพระบรมธาตุมาทุก ๆ ตำบล
แต่เมืองลำพูน ลำปาง
ลงมาทางเดิมบางนางบวช
จนถึงเมืองนครชัยศรี
สิ้นเก้าปี สิ้นอายุ
บ้านเมืองก็สืบกษัตริย์ต่อ ๆ
กันมาอีก หลาย ชั่วคนแล |
|
จะกล่าวถึง มหาไหล่ลาย
เป็นบุตรนายเชนกษัตริย์
เป็นเชื้อวงศ์พระยาศรีสิทธิไชย
เมื่อมหาไหล่ลายยังไม่ได้บวช
เป็นมหาดเล็กพระเจ้าแผ่นดินละโว้แล้วกระทำชู้ด้วยนางพระสนมของพระยา
ๆ เธอจับได้
จึงสักไหล่เสียข้างหนึ่งแล้ว
ส่งไปเป็นตะพุ่น หญ้าม้า
จึงได้นามปรากฏว่า
มหาไหล่ลาย
ครั้นอยู่มามหาไหล่ลายกับนายเชนกษัตริย์
ผู้บิดาหนีไป
ถึงเมืองหลวงต่อแดนเมือง
เชียงใหม่
มหาไหล่ลายไปหาท่านเจ้าอธิการจะขอบวชเป็นภิกษุ
พระสงฆ์ไม่บวชให้มหา
ไหล่ลายขอบวชเป็นสามเณร
ครั้นอยู่
มารู้ข่าวว่าจะมีสำเภาไปถึงเมืองลังกา
เจ้าเณรไหล่ก็โดยสารสำเภาไป
ครั้นสำเภา
ไปถึงปากน้ำลังกาเข้า
เจ้าเณรไหล่ลายก็เอาบาตรกับไม้เท้าลงในกะโล่
ก็ลอยเข้าไปถึงเมืองลังกาในวันเดียวนั้น
เจ้าเณร
ไหล่ลายก็ไปอาศัยพระภิกษุผู้เฒ่าอยู่
พระภิกษุเฒ่าพาไปหาพระสังฆราชา
จึงถามว่า
เจ้าเณรมาในลังกานี้เพื่อประโยชน์
สิ่งใด เจ้าเณรแจ้งว่า
จะขอบวชเป็นภิกษุ พระสงฆ์
ทั้งปวงว่าเจ้าเณรนี้เป็นนักโทษ
ท่านจึงสักไหล่เสียข้างหนึ่ง
จึงหนี
ออกมาจากเมืองชมพูจะบวชให้มิได้ |
|
ดังนั้น
เจ้าเณรไหล่ลายจึงว่า
พระผู้เป็นเจ้าข้าพเจ้าไปนมัสการไปมหิยังคณเจดีย์ด้วยเถิดพระสังฆราชาและสงฆ์
ทั้งปวง
จึงนำสามเณรมาถึงต้นพระมหาโพธิ
กระทำทักษิณสามรอบ
แล้วกิ่งพระมหาโพธิข้างทักษิณทิศ
ก็น้อมลงให้
เจ้าเณรไหล่ลายจับใส่
เศียรเกล้า
แล้วพระสารีริกธาตุก็เสด็จออกมาปาฏิหาริย์ตั้งอยู่เหนือศีรษะเจ้าเณร
มีพระรัศมีต่าง ๆ
พระสงฆ์ทั้งปวงเห็นประจักษ์
แก่ตาแล้ว
ก็ให้อุปสมบทเจ้าเณรไหล่ลายเป็นพระภิกษุ
พระมหาไหล่ลายจึงเที่ยวไป
นมัสการพระพุทธบาทกับเจดีย์อื่น
ๆ ทั่วแล้ว จะกลับมาเมืองชมพู
พระสังฆราชาก็ให้พระบรมธาตุ
๖๕๐ พระองค์ให้
ไปบรรจุไว้เมืองทวีปโพ้นเถิด
สมณะชีพราหมณ์าจารย์
ท้าวพระยาประชาราษฎร์ทั้งปวง
จะได้นมัสการบูชาสืบไป
เมื่อหน้ากว่าพระศาสนาจะได้
๕๐๐๐ พรรษาแล มหาไหล่ลายรับ
พระบรมสารีริกธาตุพระเจ้าได้
๖๕๐ พระองค์ กับ
พระศรีมหาโพธิแล้ว
ก็อำลาพระสังฆราชาและสงฆ์ทั้งปวงกลับมายังชมพู
ทวีป มาถึงเมืองนครชัยศรี
วัดพระเชตุพน |
|
แล้วมหาไหล่ลายจึงเอาพระธาตุมาบรรจุไว้ในพระมหาเจดีย์นั้นบ้าง
ในพระสมาธิบ้าง
ในพระเสดาทั้ง ๔
บ้าง เป็นพระธาตุ ๑๖
พระองค์
แล้วเอามาบรรจุในพระไสยาสน์นอกพระประธานใหญ่นั้น
๓๖ พระองค์ บรรจุไว้ใน
พระมหาโพธิเทพารักษ์นั้น
๓๖ พระองค์
บรรจุไว้ในพระป่าเลไลย
๓๖ พระองค์
เอาขึ้นไปบรรจุไว้ในทรองเมือง
ชัยนาท ๓๖
พระองค์และผลมหาโพธิ
มหาไหล่ลายเอามาแต่ลังกา
ปลูกไว้ริมหนองทะเลนอกวัดเขมาปากน้ำ
จึงได้ ปรากฎชื่อ มหาโพธิ
มาแต่งเมืองลังกานั้นแล
มหาไหล่ลายบรรจุไว้วัดหน้าพระธาตุเมืองโยธยา
๑๖ พระองค์ ในพระ พุทธบาท
๓๖ พระองค์
ในเขานครสวรรค์ ๓๖
พระองค์
บรรจุไว้ที่มหาโพธิ
ซึ่งมหาไหล่ลายเอามาปลูกไว้ใน
อ่างทอง ๓๖ พระองค์
อยู่ในเมืองนครสวรรค์
เอาไปบรรจุไว้ในป่าดาผีคุด
๓๖ พระองค์
มหาเถรไหล่ลายขึ้นไปถึง
เมืองสุโขทัย เอาบรรจุไว้ใน
พระธาตุหินตั้ง ๓๖ พระองค์
เอาบรรจุไว้ในต่อม ๓๖
พระองค์ เอาขึ้นไปบรรจุไว้เมือง
หลวงสวงแก้ว ๓๖
พระองค์ เอามา
บรรจุไว้ในวัดเสนาสน์
๓๖ พระองค์
ในบูรพาราม ๓๐ พระองค์
บรรจุไว้ ไว้ในวัดมหาสถาน
๓๐ พระองค์
และสามอารามนี้
อยู่แดนพิษณุโลกนั้น
มหาเถรไหล่ลายเที่ยวไปบรรจุพระบรม
ธาตุ
สิ้นแล้วกลับมาอยู่เมืองละโว้
เมื่อมหาไหล่ลายบรรจุ
พระบรมธาตุนั้น
พระพุทธศักราชล่วงได้ ๑๔๓๒
พรรษา |